วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

เอาตัวรอดจาก 10 อุบัติเหตุรถที่เจอบ่อย #ประกันภัยรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง #ต่อประกันรถยนต์

เอาตัวรอดจาก 10 อุบัติเหตุรถที่เจอบ่อย #ประกันภัยรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง #ต่อประกันรถยนต์
เอาตัวรอดจาก 10 อุบัติเหตุรถที่เจอบ่อย #ประกันภัยรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง #ต่อประกันรถยนต์

สวัสดีครับ ASN Broker ก็ได้นำความรู้ดีๆ มาฝากกันอีกตามเคย เคยไหมที่เวลาขับรถก็จะเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ
โดยวันนี้ เราจะมาบอกวิธีเอาตัวรอด จากเหตุการณ์ 10 อย่าง ที่ประสบพบเจอได้บ่อยๆ เวลาขับรถ
แม้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทางอย่างดีแล้ว แต่ก็อาจเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นได้จาก
หลายสาเหตุ การรับมือและแก้ไขที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสียหายลงได้
ยางแตก
1.ยางแตก
เมื่อยางระเบิดหรือแตกกระทันหัน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงความเร็วใด ต้องจับพวงมาลัยให้มั่นคง
พยายามรั้งไว้ให้ตรงทิศทาง อย่ากระชากเด็ดขาด ไม่ตกใจกดเบรกอย่างกระทันหัน
เพราะรถยนต์อาจหมุนปัดเป๋เสียการทรงตัวได้ ให้ถอนคันเร่ง

การลดความเร็ว สามารถใช้เบรกได้เพียงเบา ๆ และต้องเหยียบสลับกับการปล่อย
เพื่อไม่ให้น้ำหนักถ่ายลงด้านหน้ามากเกินไป ถ้ายางที่แตกไม่ใช่ล้อขับเคลื่อน
ก็สามารถใช้เกียร์ช่วยในการลดความเร็วได้

หากต้องการเปลี่ยนยาง ควรดึงเบรกมือก่อนการขึ้นแม่แรง ป้องกันรถยนต์ไหล
แต่ถ้ามีที่สูบลมติดรถยนต์ไว้ และยางที่แบนไม่ได้รั่วเป็นรูขนาดใหญ่
ก็สามารถสูบลมยางให้แข็งกว่าปกติสัก 5-10 ปอนด์/ตารางนิ้ว
และค่อย ๆ ขับต่อไปจนถึงร้านเปลี่ยนยางก็ได้


2.เบรกแตก
รถยนต์ทุกรุ่นในปัจจุบัน ใช้น้ำมันเบรกเป็นตัวถ่ายทอดแรงดันระหว่างการกดของเท้าไปยัง
ผ้าเบรก เสมือนเป็นระบบไฮดรอลิกชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงอาจมีการรั่วซึมขึ้นได้จากการรั่วของ
ลูกยางตัวใดตัวหนึ่งหรือท่อน้ำมันเบรกรั่ว การถ่ายทอดแรงดันก็จะสูญเสียลงไป

ระบบเบรกมักแบ่งการทำงานออกเป็น 2 วงจร อาจเป็นแบบล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง
หรือเป็นแบบไขว้ล้อหน้าซ้าย-ล้อหลังขวา และล้อหน้าขวา-ล้อหลังซ้าย
เผื่อว่าวงจรใดวงจรหนึ่งชำรุด เพื่อให้ระบบยังมีประสิทธิภาพการทำงานหลงเหลืออยู่บ้าง

ดังนั้น เมื่อเบรกแตกหรือน้ำมันเบรกเกิดการรั่ว
ส่วนใหญ่มักหลงเหลือประสิทธิภาพการทำงานอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์ หรืออีกไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งในอีกวงจร

ตั้งสติให้มั่นคง เมื่อเหยียบแป้นเบรกลงไปแล้วลึกต่ำกว่าปกติ ต้องเหยียบซ้ำแรง ๆ และถี่ ๆ
เพื่อใช้แรงดันในวงจรที่เหลือยู่ ผ้าเบรกจะได้สร้างแรงเสียดทาน ขึ้นมาบ้าง
พร้อมกับการลดเกียร์ต่ำครั้งละ 1 เกียร์ จนกว่าจะถึงเกียร์ต่ำสุด แล้วค่อยใช้เบรกมือช่วย
โดยการกดปุ่มล็อกค้างไว้ให้สุด เพื่อไม่ให้เบรกจนล้อล็อก ดึงขึ้นแล้วปล่อยสลับกันไป
เพื่อลดความเร็ว ถ้าระบบเบรกชำรุดทุกวงจร ต้องใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยเป็นหลัก
แล้วค่อยดึงเบรกมือช่วย เมื่อไล่ลงจนถึงเกียร์ต่ำสุดแล้ว

รถยนต์ที่ใช้ระบบเบรกที่มีเอบีเอส ถ้าต้องการเบรกกระทันหัน
อย่าเหยียบแล้วปล่อยสลับกันถี่ๆ แบบเทคนิคการเบรกในยุคเก่า เพราะเอบีเอสจะตัดการทำงาน
และไม่สามารถป้องกันการล้อล็อกได้ ต้องเหยียบลงไปให้แน่น ๆ แล้วควบคุมพวงมาลัยไปยัง
ทิศทางที่ควรจะไป นั่นคือวิธีที่ถูกต้องเมื่อต้องเบรกกระทันหันในรถยนต์ที่มีเอบีเอส


3.รถหลุดออกจากทาง
อาจเป็นเพราะหักหลบสิ่งกีดขวางอย่างกระทันหัน ทำให้ไถลออกนอกเส้นทาง
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ควรตั้งสติให้มั่น ไม่ควรเหยียบเบรกอย่างแรง เพราะอาจทำให้ล้อล็อกหรือลื่นไถลจนเสียการทรงตัว

วิธีที่ถูกต้อง ควรลดความเร็วด้วยการแตะเบรกแล้วปล่อย พร้อมกับการลดจังหวะเกียร์
เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยในการชะลอความเร็วอีกเล็กน้อย นอกจากนั้น สายตายังต้องมองทาง
ไปข้างหน้า เพื่อหลบสิ่งกีดขวาง ไม่ควรหักหลบทันทีเพราะอาจพลิกคว่ำได้


4.คันเร่งค้าง
รถยนต์เกียร์ธรรมดา ให้ใช้เบรกในการชะลอความเร็วโดยไม่ต้องแตะคลัตช์
ให้ใช้คลัตช์เฉพาะในการเปลี่ยนเกียร์ เพื่อช่วยลดความเร็วลงเมื่อจำเป็น
และประคองรถยนต์เข้าสู่ไหล่ทางพร้อมกับใช้ปลายเท้าสอดเข้าใต้แป้นคันเร่งเพื่องัดขึ้น

หากแป้นคันเร่งไม่สามารถงัดขึ้นได้ ให้บิดกุญแจเพื่อดับเครื่องยนต์ แต่อย่าบิดกุญแจกลับไปจน
ถึงจังหวะที่พวงมาลัยล็อก และใช้เบรกชะลอความเร็วลงเรื่อย ๆ จนถึงไหล่ทาง


5.เครื่องยนต์ร้อนจัด-น้ำหม้อน้ำแห้ง
ถ้าไม่ได้เกิดจากการรั่วซึมผิดปกติ แต่เกิดจากการหลงลืมเติมน้ำหม้อน้ำ
ก็สามารถเติมน้ำเข้าไปให้เต็มได้ เพราะถ้ามีการรั่วเติมลงไปก็รั่วออกมาอีก

การเติมน้ำ ต้องมีเทคนิคและใจเย็น จอดรถยนต์หลบในที่ปลอดภัย ดับเครื่องยนต์
รอให้เครื่องยนต์เย็นลงบ้าง หาผ้าหนา ๆ และผืนกว้างพอสมควร เช่น ผ้ายางรองพื้นในรถยนต์
คุลมฝาหม้อน้ำให้มิด แล้วบิดออกเล็กน้อยก่อน เพื่อให้แรงดันภายในคลายตัวออกบ้าง
เมื่อแรงดันคลายตัวออกมามากในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 นาที ค่อย ๆ เปิดฝาหม้อน้ำต่อ
ระวังไอหรือน้ำร้อนพุ่งขึ้นมา ต้องคลุมผ้าผืนหนาไว้ให้มิดชิดมาก ๆ

อย่ารีบเติมน้ำลงไปในทันที ต้องรอให้เครื่องยนต์คลายความร้อน อาจต้องรอถึงกว่า 20-30
นาที การเติมน้ำต้องเติมครั้งละนิด ไม่ควรเกินครึ่งลิตร แล้วทิ้งช่วงสัก 5 นาที เพื่อให้น้ำที่
เติมดึงความร้อนกระจายกันให้ทั่ว เพราะโลหะที่ร้อนจัดเมื่อถูกน้ำเย็นทันที
จะหดตัวลงอย่างรวดเร็วจนร้าวหรือเสียหายได้


6.สายคลัชขาด-ปั๊มคลัชรั่ว
รถยนต์ที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา ถ้าสายคลัตช์ขาดหรือปั๊มคลัตช์รั่ว ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์จะ
แล่นไม่ได้เลย ยังสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อนำรถยนต์ออกจากพื้นที่เป็นระยะสั้น ๆ
โดยไม่ต้องเข็นหรือลากกันได้ไม่ยาก

วิธีปฏิบัติคือ ตรวจสอบว่าเส้นทางข้างหน้าต้องว่างไม่น้อยกว่า 10-20 เมตร ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า
ทุกชนิด เปิดสวิตช์กุญแจ เข้าเกียร์ 1 ไว้ กดคันเร่งประมาณ 1-2 ซม.
บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ค้างไว้

ตัวรถยนต์จะกระตุกเป็นจังหวะตามการหมุนของเครื่องยนต์และไดสตาร์ท เคลื่อนที่กระตุกไป
ทีละนิดจนกระทั่งเครื่องยนต์ทำงาน ก็กดคันเร่งลงไปมากขึ้นเพื่อเร่งความเร็ว เกียร์จะไม่สามารถ
เปลี่ยนได้ แต่สามารถใช้ความเร็วได้เกือบเต็มที่ของความเร็วสูงสุดของเกียร์ 1 คือ ประมาณ
30-40 กม./ชม. ถ้าเส้นทางข้างหน้าว่างก็สามารถขับไปได้เรื่อย ๆ เมื่อต้องเบรก
ก็กดแป้นเบรกลงไปเท่านั้น ปล่อยให้เครื่องยนต์ดับแล้วค่อยเริ่มออกตัวใหม่


7.เมื่อมีรถยนต์แล่นสวนเข้ามาในเลน
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะในการขับบนถนน 2 เลนสวนกัน
ขั้นแรกควรลดความเร็วลง แต่อย่ามากเกินไปจนรถที่ตามมาด้านหลังชนได้ มองกระจกด้านซ้าย
เพื่อหาหนทางหนีทีไล่ พร้อมกระพริบไฟสูงและบีบแตรเตือนและเบี่ยงออกทางเลนซ้าย
ไม่ควรหลบข้ามเลยไปในช่องทางของรถยนต์ที่แล่นสวนมา
เพราะบ่อยครั้ง คนขับเพิ่งรู้สึกตัวแล้วหักหลบเข้ามาจนทำให้เกิดการชนกันได้


8.กระจกหน้าแตก
มักไม่ค่อยมีปัญหา หากกระจกหน้าเป็นแบบลามิเนท 2 ชั้น ซึ่งมีแผ่นฟิล์มเหนียวคั่นกลาง
เพราะจะไม่ร่วงเป็นเม็ดข้าวโพดเหมือนกระจกแบบเทมเปอร์ชั้นเดียว
โดยแผ่นฟิล์มเหนียวตรงกลางจะเป็นตัวยึดไม่ให้เศษกระจกแยกออกจากกัน
จึงทำให้พอมองทะลุผ่านและขับต่อไปได้ไกล

ถ้าเป็นกระจกแบบเทมเปอร์ จะแตกรวดเร็วมาก เพียงจุดแตกเล็ก ๆ ทำให้เนื้อกระจกสูญเสีย
ความแข็งแรง และเกิดรอยร้าวทั่วแผ่นเป็นฝ้าขาวจนไม่สามารถมองผ่านได้
ผู้ขับจึงต้องตั้งสติให้มั่นและค่อย ๆ ชะลอความเร็ว แล้วเบี่ยงรถยนต์เข้าสู่ไหล่ทาง
ถ้าเหลือกระจกติดที่ขอบ ให้ใช้ไม้หุ้มผ้าหนาๆ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ในการกระแทกเศษ
กระจกที่ยังติดอยู่บนขอบออกให้หมด โดยควรหากระดาษหรือผ้ารองบนแผงหน้าปัดและฝา
กระโปรงหน้า เพื่อป้องกันเศษกระจกหล่นลงไปในช่องแอร์หรือขูดขีดสีตัวถัง

ขณะที่ขับรถยนต์ที่ไม่มีกระจกบังลมหน้า ควรปิดกระจกทุกบาน การเปิดระจกหน้าต่างทำให้ลมมา
ปะทะกับคน และทำให้รถยนต์มีการทรงตัวไม่ดีจากลมที่ไหลผ่าน
ถ้ามีแผ่นกันแดดหรือแว่นสายตาก็ควรนำมาใส่ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและเศษกระจกที่อาจค้างอยู่


9.สิ่งของตกอยู่บนถนน
ไม่ควรแล่นทับ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายได้ ขั้นแรกควรลดความเร็ว
หากช่องทางทั้งซ้าย-ขวาไม่มีรถยนต์แล่นตามหลังมา ให้หักหลบโดยพยายามเบี่ยงให้น้อยที่สุด
เพราะการหักหลบมาก ๆ ในขณะที่ขับเร็ว รถยนต์อาจหมุนหรือปัดเป๋ได้
หากเลี่ยงไม่ได้ หลังการทับหรือชน ควรจอดรถและตรวจสอบชิ้นส่วนใต้ท้องรถว่า
มีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น คันชัก คันส่ง ท่อส่งเชื้อเพลิง ถังน้ำมัน ยาง ฯลฯ



10.สัตว์ขวางทาง
ควรลดความเร็ว แต่ไม่ควรเบรกอย่างรุนแรงหรือหักหลบทันที เพราะอาจทำให้รถยนต์พลิกคว่ำได้
และไม่ควรหักหลบไปในช่องทางที่มีรถแล่นสวนมา หากไม่เร่งรีบ ควรปล่อยให้สัตว์เหล่านั้น
เดินจนพ้นจากถนน ไม่ควรบีบแตรไล่เพราะอาจทำให้ตกใจและหันมาทำอันตรายได้
การแซงควรเลี้ยวไปด้านหลังของสัตว์ เพราะการตัดหน้าจะทำให้สัตว์ตกใจและเตลิด
อันตรายต่อรถยนต์ในช่องทางอื่น

ที่มา http://www.asnbroker.co.th 

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

วิ่งๆ อยู่รถดับ ใจเย็นๆ อย่าตกใจ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง #ต่อประกันรถยนต์

วิ่งๆ อยู่รถดับ ใจเย็นๆ อย่าตกใจ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง #ต่อประกันรถยนต์
วิ่งๆ อยู่รถดับ ใจเย็นๆ อย่าตกใจ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง #ต่อประกันรถยนต์

วันนี้มารายงานตัวตามเคย กับความรู้ดีๆจาก ASN Broker ครั้งนี้เราจะมาดูวิธีแก้ไขเบื้องต้น เวลาขับรถอยู่กลางทางแล้วรถดับกระทันหัน
กรณีนี้ก็มีให้เห็นกันบ่อย วิ่ง ๆ อยู่เครื่องยนต์เกิดดับเอาดื้อ ๆ อันดับแรกอย่าเพิ่งตกใจหรือสงสัยอะไรนะครับ
คิดเสียว่าของมันเป็นกันได้ รีบเหยียบคลัทช์ค้างเอาไว้
ส่วนเกียร์อัตโนมัติให้เลื่อนมาที่ตำแหน่ง N เพื่อปลดเฟืองเกียร์ เพราะเกียร์อาจพังได้
จากนั้นค่อย ๆ เหยียบเบรก ขอเน้นนะครับว่าค่อย ๆ เหยียบ หากแกระแทกไปทีเดียวเต็ม ๆ ได้หัวทิ่มกันแน่
และอย่าลืมเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อให้สัญญาณรถคันอื่นว่าเรามีปัญหา
ค่อย ๆ ควบคุมพวงมาลัยนำรถเข้าจอดหลบข้างทาง

จอดรถสนิทแล้ว ก็ลองสตาร์ทดูอีกครั้ง ถ้าติดก็แล้วไป
แต่ถ้าไม่ติด รถเกียร์ธรรมดาคงต้องหาคนมาช่วยเพื่อเข็นสตาร์ท
(เข้าเกียร์แนะนำว่าให้เป็นกียร์ 2หรือ3 – เหยียบคลัทช์ –ใ ห้คนเข็น – ความเร็วพอเหมาะปล่อยคลัทช์เหยียบคันเร่ง
สำหรับเกียร์อัตโนมัติใช้วิธีนี้ไม่ได้)
ถ้ายังไม่ติดอีก ก็ลองเปิดฝากระโปรงหน้าเช็คขั้วและสายไฟแบตเตอรี่ว่าแน่นหรือไม่ ขยับหัวเทียน
เช็คคอยล์และจานจ่ายว่ามีน้ำขังหรือซึมหรือไม่ ลองสตาร์ทใหม่ ถ้ายังไม่ติดอีก หาเบอร์โทรช่างล่ะครับทีนี้


เครื่องร้อนจัด…โอเวอร์ฮีต
ไม่ว่าจะเป็นเพราะหม้อน้ำพร่อง ระบบระบายอากาศรถบางรุ่นที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทย
เมื่อเข็มอุณหภูมิบนหน้าปัดสูงผิดปกติ จนใกล้หรือเข้าขีดแดง หรือมีอาการเครื่องยนต์กำลังตก นั่นก็คือ
เครื่องยนต์รถของคุณกำลังร้อนจัด รีบปิดแอร์-วิทยุ เปิดกระจก ดูอาการสักพักว่าเป็นอย่างไร
ความร้อนลดลงหรือไม่ แต่ถ้าร้อนจัดจนไอน้ำพุ่งออกมาจากหม้อน้ำ ทีนี้ก็ต้องชะลอรถจอดอย่างเดียว
อย่าลืมปิดแอร์-วิทยุเช่นกัน เมื่อรถจอดสนิทปลดเกียร์ว่าง ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาสักครู่จึงดับเครื่อง

อย่าเพิ่งรีบร้อนเปิดฝากระโปรงหน้า เพราะไอน้ำนั่นร้อนสุด ๆ รอให้ไอน้ำหยุดพุ่งหรือหมดไปก่อน
เปิดฝากระโปรงแล้วก็อย่าเพิ่งเปิดฝาหม้อน้ำ หากรีบเปิดน้ำในหม้อน้ำพุ่งทะลักออกมาลวกได้
ต้องรอให้หม้อน้ำเย็นก่อน ซึ่งอาจใช้น้ำค่อย ๆ ราดรดหม้อน้ำก็ได้ เพื่อให้เย็นเร็ว ๆ จากนั้นก็เปิดฝาเติมหม้อน้ำ
ถ้ายังไม่หายโอเวอร์ฮีตอีกก็ต้องเข้าศูนย์กันล่ะครับ หรือถ้าหายก็ควรให้ช่างตรวจเช็คหลังจากนี้เพื่อความแน่ใจ

ส่วนกรณีเบรกแตก ก็ต้องอาศัยความใจเย็นอีกเช่นกัน ลองกระทืบเบรกซ้ำ
ไม่ได้ผลให้ลดระดับเกียร์ลงมาที่ละขั้น เพื่อให้เอนจิ้นเบรก เมื่อรถชะลอแล้วค่อย ๆ ดึงเบรกมือในการช่วยหยุด

 
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen , Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress , Asn Broker Journal Blog
 
Motor Insurance


 

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

เกร็ดควรรู้ในการดูแลรถให้ดูใหม่เสมอ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

เกร็ดควรรู้ในการดูแลรถให้ดูใหม่เสมอ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง
เกร็ดควรรู้ในการดูแลรถให้ดูใหม่เสมอ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อรถด้วยเหตุผลของราคา ประโยชน์ใช้สอยและอัตราการกินน้ำมันของเครื่องยนต์
น้อยคนที่จะนึกถึงการบำรุงรักษาเครื่องยนต์หลังจากได้เป็นเจ้าของรถแล้ว
ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของรถควรทราบและคำนึงถึง วันนี้ ASN Broker จึงมีข้อควรปฏิบัติสำหรับเจ้าของรถ
เพื่อยืดอายุการใช้งานพาหนะคู่ใจ และการบำรุงรักษาให้เหมือนใหม่เสมอ ดังนี้

ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ให้มาตอนซื้อรถ
ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางในการตรวจเช็ครถ
แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกทีว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่
การดูแลรถ
อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์
การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด

หยอดกระปุกไว้สำหรับการซ่อมบำรุงรถ
เพราะในแต่ละปีคุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งาน
ถ้ามีการสะสมงบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถ ก็จะไม่กระทบกับการเงินของคุณ

หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้
รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้งาน
คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ

เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่
ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ ผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ

เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย
อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง

ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ
หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก
การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยา

ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ
สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย
ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี

ควรขับรถอย่างนิ่มนวล แม้ว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงบ้างในบางครั้ง
จะช่วยให้เครื่องยนต์มีความคล่องตัว แต่ไม่ควรเหยียบคันเร่งจนมิด หรือขับรถโดยใช้ความเร็วสูงตลอด
เพราะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์

เท่านี้คุณก็ยิ้มได้อย่างภูมิใจเมื่อมีคนพูดอย่างชื่นชมว่ารถคุณยังดูใหม่แม้ว่าจะวิ่งได้ 150,000 ไมล์ แล้ว

ที่มา http://www.asnbroker.co.th

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen , Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress , Asn Broker Journal Blog
 
Motor Insurance


 

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อแอร์รถเหมือนพัดลม...แก้อย่างไร #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

เมื่อแอร์รถเหมือนพัดลม...แก้อย่างไร #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง
เมื่อแอร์รถเหมือนพัดลม...แก้อย่างไร #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

สวัสดีครับ วันนี้ ASN Broker นำความรู้มาฝากกันอีกตามเคยครับ เมื่อฤดูร้อนแวะเวียนมาถึงปัญหาอีกเรื่องของคนที่มีรถยนต์ก็คือ "แอร์ไม่เย็น"
จนถึงขั้นทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิดตามมา "ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง"จะขอแนะนำให้รู้จักวิธีตรวจเช็คแอร์ให้เย็นฉ่ำเสียตั้งแต่เริ่มหน้าร้อน

โดยอย่างแรกท่านควรจะตรวจเช็คระบบแอร์รถยนต์ของท่านว่าความเย็นของแอร์สุดแล้วหรือยัง
แต่ถ้ามีสภาพความเย็นพอใช้ได้หรือไม่เย็นเลย ไม่เหมือนกับช่วงก่อนที่ซื้อรถมาใหม่ ๆ
แค่ปรับความเย็นเพียงนิดเดียวก็เย็นฉ่ำ แสดงว่ารถยนต์ของท่านเริ่มมีปัญหาข้อบกพร่องในระบบ
แอร์แล้ว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากหลายกรณี
แต่ที่พบกันเป็นส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจาก 2 กรณี คือ

สาเหตุแรก
ที่ทำให้แอร์มีความเย็นไม่เต็มที่ มาจากระบบน้ำยาแอร์มีไม่เพียงพอ หรือเกิดการรั่วไหลออก
นอกระบบการทำงาน ซึ่งท่านควรทำเป็นสิ่งแรกคือการตรวจหาคราบน้ำมันจากจุดต่อต่างๆ ของ
ระบบแอร์ที่อยู่บริเวณห้องเครื่องยนต์ (เพราะส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณนี้) ซึ่งถ้าพบว่าที่จุดต่อ
จุดใดจุดหนึ่งเกิดมีคราบน้ำมันติดล้อมรอบบริเวณจุดต่อนั้น ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็คคราบน้ำมันออก
แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์เปิดแอร์อีกครั้งหากยังมีคราบน้ำมันไหลออกมาอีก แสดงว่า จุดนั้นเกิด
การรั่วซึม แก้ไขโดยการขันจุดต่อนั้นให้แน่นขึ้น
แล้วนำรถเข้าไปอัดน้ำยาเพิ่มที่ร้านบริการแอร์รถยนต์ให้เต็ม

หรือถ้าท่านตรวจเช็คระบบจนหมดแล้วแต่ไม่พบคราบน้ำมันเลย ท่านควรลองไปตรวจสอบน้ำยา
ในระบบดู ทำได้โดยการที่ท่านลองไปจ้องดู Side glass หรือเรียกภาษาช่างว่า ตาแมว
ซึ่งจะเป็นกระจกใสอยู่บริเวณหัวกระปุก ไดร์เออร์ (มีลักษณะเป็นกระปุกคล้ายกับถังดับเพลิง)
ให้อีกคนหนึ่งไปเปิดแอร์แล้วเร่งเครื่องยนต์ให้อยู่ในรอบสูง สังเกตดูว่ามีฟองอากาศไหลผ่าน
ตาแมว มากน้อยเพียงไร หากมีฟองอากาศไหลผ่านนานกว่า 15 นาที หลังการเปิดสวิตซ์แอร์
ก็แสดงว่าภายในระบบแอร์มีน้ำยาน้อยเกินไป ควรไปให้ร้านแอร์เติมน้ำยาให้อีกจนเต็ม
แล้วความเย็นฉ่ำก็จะกลับมา
แอร์รถยนต์

สาเหตุที่สอง
ส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะประเภทรถเก่าที่ใช้งานมาหลายปีแล้ว และไม่เคยมีการตรวจเช็คแอร์เลย
คือเรื่องของ คอยล์ตัน ซึ่งเกิดจากการอุดตันของฝุ่นละอองที่ถูกพัดลมแอร์ดูดเข้ามากๆจนเริ่มที่
จะมีการอุดตัน ทำให้แอร์เริ่มไม่เย็น ท่านสามารถจะสังเกตการอุดตันของคอยล์แอร์ได้จากการ
ตรวจเช็คเหมือนกรณีแรกที่กล่าวมา หากการตรวจเช็คน้ำยาแอร์ ทุกอย่างยังสมบูรณ์ดี
แต่แอร์ยังไม่เย็นอีก หรือเมื่อเปิดแอร์ในช่วงแรกก็มีความรู้สึกเย็นดี แต่พอใช้ไปสักพักหนึ่ง
แอร์ก็เริ่มที่จะไม่เย็น ซึ่งนี่แหละคือสิ่งบอกเหตุว่า คอยล์แอร์ เริ่มที่จะอุดตันแล้ว
เพราะอากาศที่จะไหลผ่านระบายความเย็นของคอยล์แอร์ไหลผ่านได้ไม่สะดวก จึงทำให้คอยล์
แอร์เกิดเป็นน้ำแข็ง อากาศที่ออกมาจากช่องแอร์จึงไม่เย็นเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุนี้ที่ท่านคงจะทำ
การถอดล้างคอยล์แอร์เองไม่ได้แน่นอน ดังนั้นควรนำรถยนต์ของท่านเข้ารับการตรวจเช็คที่ศูนย์
บริการจะดีกว่า เพื่อให้ช่างแอร์ทำการถอดล้างคอยส์แอร์ให้ หากท่านต้องการให้แอร์รถยนต์มี
ความเย็นชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดปี ท่านก็ควรจะนำรถของท่านไปล้างคอยล์แอร์ทุก 1 ปี
เพื่อให้คอยส์แอร์มีสภาพสมบูรณ์ตลอดไป

อีกอย่างที่อยากจะแนะนำก็คือวิธีการใช้แอร์ในรถยนต์
ท่านไม่ควรเปิดอัตราเร่งของพัดลมแอร์ในสปีคสูงอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้คอยล์แอร์เกิด
การอุดตันเร็วขึ้นกว่าปกติทั่วไป นอกจากนั้นการปรับระดับความเย็นของอุณหภูมิไม่ควรที่จะปรับ
เปิด-ปิด ในระยะเวลาที่รวดเร็วจนเกินไป (ถ้าเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติไม่เป็นไร)
เพราะในระบบแอร์ นั่นมีแรงดันของน้ำยาสูง หากท่านเปิด ๆ ปิด ๆ เร็วจนเกินไป
น้ำยาในระบบจะเกิดแรงดันสูงอาจทำให้ท่อน้ำเกิดแตกหรือรั่วได้ เพราะฉะนั้น หากต้องปรับ
อุณหภูมิความเย็นให้ลดลงหรือปิดแอร์ ถ้าต้องการเปิดใหม่ไม่ควรที่จะเปิดในทันที
ควรจะรอให้แรงดันของน้ำยาลดลงเสียก่อน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที แล้วจึงเปิดให้ตาม
ต้องการ จะช่วยยืดอายุการใช้งานแอร์ของท่านได้เป็นอย่างมาก

และอีกประการหนึ่งที่ท่านควรจะรู้ไว้คือ เรื่องของการตรวจสอบคอมเพรสเซอร์แอร์
ซึ่งถ้าช่างตามร้านแอร์ที่ท่านไปเข้ารับบริการเขาบอกท่านว่าคอมเพรสเซอร์แอร์เสีย
ท่านควรจะลองตรวจสอบดูก่อนว่ามันเสียจริงหรือไม่ เพราะอุปกรณ์ชิ้นนั้นไม่ใช่ราคาถูกๆ
แต่มีราคาเรือนหมื่น มีช่างบางคนชอบใช้วิธีเปลี่ยนลูกเดียว หากว่าท่านไม่รู้เรื่อง
อาจจะตกเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนั้นก็ได้ มีคนโดนแบบนี้มาแยะแล้ว

ถ้าคอมเพรสเซอร์เสียอย่างที่ช่างตามร้านบอก ท่านสามารถทดสอบดูได้โดยการปิดสวิตซ์แอร์
ทั้งหมดแล้วลองสตาร์ทเครื่องยนต์ ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินสักพัก คราวนี้ลองเปิดสวิตซ์แอร์
สังเกตุดูว่า เครื่องยนต์มีอาการอะไรที่แตกต่างจากก่อนหน้าที่จะเปิดสวิตซ์แอร์เหรือเปล่า เช่น
รอบเครื่องต่ำลง ถ้าเครื่องยนต์ไม่มีอาการอะไรสั่น หรือเปลี่ยนแปลงอะไรสักนิดก็แสดงว่า
เคราะห์ร้ายเริ่มมาหาท่านแล้ว ให้ลองตรวจเช็คดูระบบฟิวส์ แล้วไม่มีจุดขาดเสียหายก็แสดงว่า
คอมเพรสเซอร์ของท่านมีปัญหาแน่นอน ซึ่งก็คงจะต้องซ่อมหนัก หรืออาจจะถึงขั้นเปลี่ยนใหม่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็คงจะพอทำให้ท่านผู้ใช้รถยนต์ได้หายร้อนกันได้บ้างกับเรื่องของระบบแอร์
ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สำคัญมากที่สุดระบบหนึ่งภายในรถยนต์ของท่าน ดังนั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพดีและทนทาน
ด้วยการตรวจเช็คตามเวลาที่กำหนด

ที่มา http://www.asnbroker.co.th

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen , Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress , Asn Broker Journal Blog
 
Motor Insurance
 

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

จะเช่าซื้อรถยนต์ ใช้เอกสารอะไรบ้าง ของผู้ซื้อและผู้ค้ำประกัน #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์


จะเช่าซื้อรถยนต์ ใชเอกสารอะไรบ้าง ของผู้ซื้อและผู้ค้ำประกัน #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์
จะเช่าซื้อรถยนต์ ใช้เอกสารอะไรบ้าง ของผู้ซื้อและผู้ค้ำประกัน #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์

สวัสดีครับ วันนี้ ASN Broker กลับมาอีกครั้ง กับความรู้ดีๆ  วันนี้ เรานำข้อมูลเกี่ยวกับ เอกสาร ที่จำเป็น ในการให้เช่าซื้อรถยนต์ ของผู้ซื้อและผู้ค้ำประกัน  สำหรับผุ้ที่ต้องการมีรถหรือจะเช่าซื้อรถ
1 กรณีผู้เช่าซื้อเป็นบุคคลธรรมดาและมีแหล่งรายได้ชำระหนี้มาจากการได้รับเงินเดือนจากองค์กรเอกชน/หน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ
1. สำเนาบัตรประชาชน/บัตรราชการ ซึ่งได้รับรองสำเนาถูกต้อง ต่อหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดเรียบร้อยแล้ว
2. สำเนาทะเบียนบ้าน โดยให้ถ่ายทั้งหน้าที่ระบุเลขบ้าน พร้อมที่อยู่ และหน้าที่มีชื่อผู้เช่าซื้อ/ผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
3. Slip เงินเดือน หรือ หนังสือรับรองเงินเดือน ต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองสำเนาถูกต้อง มีอายุไม่เกิน 1 เดือน ก่อนวันที่ในแบบขอทำสัญญาเช่าซื้อ
4. สำเนา Bank Statement พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง โดยเจ้าหน้าที่การตลาดเปรียบเทียบความถูกต้องจากต้นฉบับ ย้อนหลัง 3-6 เดือน ขึ้นไป

เช่าซื้อรถยนต์

2 กรณีผู้เช่าซื้อเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่มีกิจการส่วนตัว โดยมีการจดทะเบียนกิจการเป็นนิติบุคคล
2.1 ผู้เช่าซื้อที่เป็นนิติบุคคล
2.1.1 สำเนาหนังสือรับรองบริษัทและวัตถุประสงค์ที่ออก โดยสำรักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีอายุไม่เกิน 4 เดือน นับจากวันที่ขอเช่าซื้อ ซึ่งต้องระบุว่าสามารถทำนิติกรรมเช่าซื้อได้ หรือถ้าไม่ระบุจะต้องมีรายงานการประชุมของผู้ถือหุ้นประกอบ
2.1.2 สำเนาหนังสือการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ยกเว้นนิติบุคคลที่ไม่ได้เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
2.1.3 สำเนาหนังสือบริคณฑ์สนธิ และข้อบังคับของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน (ถ้ามี)
2.1.4 สำเนาทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี)
2.1.5 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ถ้ามี)
2.1.6 สำเนา Bank Statement ชื่อบัญชีในนามของกิจการ ย้อนหลัง 3-6 เดือนขึ้นไป
2.1.7 เอกสารตามข้อ 2.1 ของผู้มีอำนาจลงนามในแบบคำขอทำสัญญาเช่าซื้อและแบบคำขอค้ำประกันการเช่าซื้อซึ่งต้องเป็นผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองบริษัท
2.2 ผู้เช่าซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีกิจการส่วนตัวโดยมีการจดทะเบียนกิจการเป็นนิติบุคคล
                ให้ใช้เอกสารเช่นเดียวกับข้อ 2.1 และข้อ 2.2.1
*************************
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen , Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress , Asn Broker Journal Blog
Motor Insurance

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

เจาะลึก แก๊สไอเสียรถยนต์ อันตรายที่น่ากลัวถึงชีวิต (และการป้องกัน) #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

เจาะลึก แก๊สไอเสียรถยนต์ อันตรายที่น่ากลัวถึงชีวิต (และการป้องกัน) #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง
เจาะลึก แก๊สไอเสียรถยนต์ อันตรายที่น่ากลัวถึงชีวิต (และการป้องกัน) #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

นำมาจากหนังสือ แก้ปัญหารถเสียด้วยตนเอง โดย สมปอง คงนิ่ม
แก๊สไอเสียที่ออกจากรถยนต์ นับเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีปริมาณมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น โดยแก๊สไอเสียที่เป็นมลพิษได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ (co) เป็นแก๊สที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีออกซิเจนไม่เพียงพอขระเกิดการเผาไหม้ แก๊สชนิดนี้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตมาก เพราะมันจะถูกดูดซืมเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เลือดขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้สมองและระบบประสาทถูกทำลาย อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
แก๊สไอเสียรถยนต์ อันตรายที่น่ากลัวถึงชีวิต
ข้อควรระวัง  อย่าติดเครื่องยนต์ไว้ในโรงรถหรือบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก แก๊สไอเสียที่ประกอบด้วยคาร์บอนมอนนอกไซด์เป็นแก๊สที่อันตรายมาก ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ และสะสมอยู่นานเกิน 3 นาที จะทำให้เสียชีวิตทันที


ไฮโดรคาร์บอน (HC) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จะปนออกมากับแก๊สไอเสีย ไฮโดรคาร์บอนบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ระคายเคืองต่อจมูก ตา หลอดลม และปอด ทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ
 แก๊สไอเสียรถยนต์ อันตรายที่น่ากลัวถึงชีวิต
ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) เกิดจากไนโตรเจนทำปฏิกิริยากับออกซิเจน อุณหภูมิการเผาไหม้สูงกว่า 1,800 C ทำให้เกิดฝนกรด ทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ



เราจะเห็นว่าแก๊สไอเสียทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นแก๊สที่อันตรายต่อสิ่งมีชีวิต จึงจำเป็นต้องหาทางควบคุม ในปี พ.ศ. 2503 รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นแห่งแรกของโลกที่ได้ออกกฏหมายควบคุมแก๊สไอเสียอย่างเข้มงวดกวดขัน และในปี พ.ศ. 2518 ได้บังคับให้รถยนต์ที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกาและรถนำเข้าทุกคันต้องผ่านการทดสอบ และจากนั้นอีกไม่นานในยุโรปและญี่ปุ่นได้มีกฏหมายออกมาบังคับใช้เช่นกัน โดยใช้ตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา

ขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน ไม่ว่าส่วนผสมหนา ส่วนผสมปกติ (ส่วนผสมทางทฤษฏี) หรือส่วนผสมบาง จะมีแก๊สไอเสียออกมาทั้งสิ้น ทำอย่างไรจึงจะทำให้แก๊สไอเสียที่ออกมามีมลพิษน้อยลง จึงจำเป็นต้องติดตั้งแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์เข้าไปในรถยนต์
แคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์
แคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่กำจัดแก๊สไอเสีย (CO,HC และ NOx) ให้กลายเป็นแก๊สที่สะอาด (CO2,N2 และ H2O) ติดตั้งอยู่ระหว่างท่อร่วมไอเสียหม้อพักไอเสีย
โครงสร้างภายในแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์
ภายในแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์จะมีสาร PGM (Platinum group Metal) ซีงได้แก่ แพลทินัม (platinum) แพลเลเดียม (palladium) โรเดียม (rhodium) และรูทีเนียม (ruthenium) สารใดสารหนึ่ง หรืออาจใช้สาร 2 ชนิดผสมกันก็ได้ แต่ที่นิยมใช้กันมากคือ แพลทินัมผสมกับโรเดียม สารเหล่านี้จะเคลือบเป็นชั้นบาง ๆ อยู่ภายในผนังของช่องภายในรังผื้งที่ทำด้วยเซรามิก เมื่อแก๊สไอเสียไหลผ่านสารเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเปลี่ยนเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ และแก๊สไนโตรเจน
แคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์จะทำงานได้ดีที่สุดถ้าอุณหภูมในตัวมันอยู่ระหว่าง 400-800 C และอัตราส่วนผสมที่ใช้ในการเผาไหม้นั้นจะต้องใกล้เคียงกับอัตราส่วนผสมทางทฤษฏี (14.7 : 1) มากที่สุด เพื่อที่จะรักษาให้ได้อัตราส่วนผสมนี้ จึงจำเป็นต้องติดตั้งออกซิเจนเซนเซอร์ บางครั้งเรียกว่า แลมป์ดาซอนด์ หรือแลมป์ดาเซนเซอร์เข้าไป เพื่อทำหน้าที่ตรวจจับความหนาแน่นของออกซิเจนที่ปนมากับแก๊สไอเสีย แคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์นอกจากจะทำหน้าที่ฟอกไอเสียแล้ว ยังทำหน้าที่ลดเสียงดังของไอเสียลงได้อีกระดับหนึ่ง

หมายเหตุ  รถยนต์ติดตั้งแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์จะทให้กำลังของเครื่องยนต์ลดลงไปบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ข้อควรระวังสำหรับรถยนต์ที่ติดตั้ง แคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์
ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้หันมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วกันหมดแล้วหลีกเลี่ยงการติดเครื่องยนต์เดินเบานาน ๆ หลีกเลี่ยงการติดเครื่องยนต์ ที่ความเร็วเดินเบาสูง (fast idle speed) นานเกิน 10 นาที และความเร็วรอบเดินเบาปกติ (idle speed) นานเกิน 20 นาที
หลีกเลี่ยงการทดสอบประกายไฟแรงสูง ซึ่งการจะทำการทดสอบประกายไฟแรงสูงก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ และควรใช้เวลาในการทดสอบน้อยที่สุด และก่อนทดสอบควรปลดปลั๊กขั้วต่อสายไปออกจากหัวฉีด
ไม่ควรใช้วิธีสตาร์ตเครื่องยนต์โดยใช้วิธีเข็นติด ควรใช้วิธีพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่นแทน
หลีกเลี่ยงการวัดกำลังอัดในกระบอกสูบเป็นเวลานาน ๆ การทดสอบกำลังอัดควรกระทำโดยใช้เวลาน้อยที่สุด และก่อนวัดควรถอดปลั๊กขั้วต่อสายไฟออกจากหัวฉีดหรือปลั๊กขั้วต่อสายไฟออกจากจานจ่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้หัวฉีดฉีดน้ำมันออกมาในขณะทดสอบอย่าติดเครื่องยนต์เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้หมดถัง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เดินไม่เรียบหรือสะดุด เนื่องจากระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถังต่ำเกินไป ทำให้การฉีดน้ำมันไม่สม่ำเสมอ ทำให้การเผาไหม้ไม่หมดจด น้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วนที่ยังไม่เกิดการเผาไหม้จะไหลเข้าไปเผาไหม้ในแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ทำให้แคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ร้อนจัด
ระวังอย่าให้ผิวภายนอกของแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์สกปรก เช่น พ่อนฟลิ้นโค้ทไปโดนแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์
อย่าจอดรถบนกองวัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น กองหญ้าแห้ง กระดาษ หรือเศษผ้า เพราะอาจทำให้ไฟไหม้รถยนต์ได้ ต้องระมัดระวังให้มาก
อย่าขับรถออกไป ถ้าเครื่องยนต์เดินไม่เรียบหรือเครื่องยนต์ทำงานไม่ควรสูบ
อย่าเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรงในขณะอุ่นเครื่อง
คำเตือน ถ้ามีน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่เกิดการเผาไหม้เป็นจำนวนมากไหลเข้าไปในแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ จะทำให้แคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ร้อนจัดและอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้รถยนต์คุณได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้สิ่ง
เหล่านี้เกิดขึ้นช่างจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างเคร่งครัดและควรอธิบายให้เจ้าของรถได้รับทราบด้วย
แคทตาไลติก คอนเวอร์เตอร์
รู้ได้อย่างไรว่าแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์หมดอายุการใช้งานแล้ว
แคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ที่ใช้กับรถยนต์ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานมาก เนื่องจากเครื่องยนต์เกือบทั้งหมดใช้อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาควบคุมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง การจุดระเบิด หรือการควบคุมรอบเดินเบา เป็นต้น ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ และถ้าผู้ขับขี่เอาใจใส่บำรุงรักษาดี เช่น ทำความสะอาดใส้กรองอากาศหรือตรวจสภาพหัวเทียนเป็นประจำก็ยิ่งทำให้แคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไป ถ้าคุณสงสัยว่าแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์หมดอายุการใช้งานหรือยังก็ทำได้ไม่ยาก เวลาคุณตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีช่างเขาจะวัดค่า CO ถ้าค่า CO มากเกินกว่าปกติ แสดงว่าแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์อาจจะหมดอายุการใช้งานแล้ว หรือจะตรวจความดันย้อนกลับ (back pressure) ของไอเสียดูก็จะทราบได้
ขั้นตอนในการทดสอบความดันย้อนกลับของแก๊สไอเสียทำได้ดังนี้ 
ถอดออกซิเจนเซนเซอร์ออก ติดตั้งข้อต่อ (adapter) พร้อมกับเครื่องทดสอบความดันย้อนกลับเข้าไปแทนที่ ถ้าไม่มีเครื่องทดสอบความดันย้อนกลับ อาจจะใช้เกจวัดความดันที่อ่านค่าได้ต่ำ (0-10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ก็ได้ 
ติดเครื่องยนต์ให้ร้อนถึงอุณหภูมิทำงานปกติ
เร่งเครื่องยนต์ไปที่ความเร็วรอบประมาณ 2,500 รอบต่อนาที
อ่านค่าที่ได้บนเกจวัด ถ้าค่าที่อ่านได้เกิน 1.25 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แสดงว่าระบบไอเสียอุดตัน ให้ถอดหน้อเก็บเสียงออกมาตรวจสอบ ถ้าหม้อเก็บเสียงไม่อุดตันแสดงว่าแคตาไลติกคอนเวอร์เตอร์อุดตัน ทำให้เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น และทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด ควรเปลี่ยนใหม่
หมายเหตุ 
แคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ของใหม่มีราคาค่อนข้างแพง จึงทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์มักจะไม่เปลี่ยน บางรายก็ถอดออก อ้างว่าถ้าใส่แล้วรถไม่ค่อยวิ่งเพราะถ้าเป็นอย่างนี้หมดมลพิษของอากาศในบ้านเราก็นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ช่วยกันเถอะครับ เพื่อให้เรามีอากาศที่บริสุทธิ์หายใจ ส่วนภาครัฐก็มาช่วยดูแลเรื่องราคาอย่าให้แพงเกินไปครับ
การตรวจวัดค่าก๊าซ CO และ HC ของรถยนต์ที่วิ่งในประเทศไทยได้กำหนดไว้ดังนี้
รถยนต์  ที่จดทะเบียนหลังวันที่ 1  พฤศจิกายน พ.ศ. 2536
            ก๊าซ CO มีค่าไม่เกินร้อยละ 1.5
            ก๊าซ HC มีค่าไม่เกิน 200 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน
ยกเว้น รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536
            ก๊าซ CO มีค่าไม่เกินร้อยละ 4.5
            ก๊าซ HC มีค่าไม่เกิน 600 ส่วน 1,000,000 ส่วน

ที่มา http://www.asnbroker.co.th
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen , Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress , Asn Broker Journal Blog
 
Motor Insurance


วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

ล้วงลึกจัดเต็ม!ข้อมูล เกียร์ออโต้ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

จัดเต็มข้อมูล เกียร์ออโต้  #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง
จัดเต็มข้อมูล เกียร์ออโต้ #เรื่องน่ารู้ #ประกันภัยรถยนต์ #ต่อประกันรถยนต์ #ประกันรถเก๋ง

ก่อนอื่นก็มาทีความรู้จักกับเกียร์ออโต้หรือเกียร์อัตโนมัติกันซะก่อนเพราะยังมีอีกหลายท่านที่เคยแต่เพียง“เห็น”ยังไม่เคยทำความคุ้นเคยหรือสัมผัสกันอย่างจริงจังเสียทีแบบนั้นจัดว่ารู้จักว่าเป็นเกียร์อัตโนมัติเฉย ๆ แต่ยังไม่รู้จักอย่างลึกซึ้งก่อนที่จะขับก็ควรมาศึกษารายละเอียดกันก่อนหลายคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นก็ในเมื่อเขาทำมาให้ขับง่ายสะดวกสบายแล้วทำไมต้องมีการศึกษาอะไรอีกก็เป็นเพียงความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงบางส่วนที่คิดว่าเพียงแต่ขยับตำแหน่งคันเกียร์มาที่ตัวDแล้วก็เหยีบคันเร่งเท่านั้นก็ขับรถไปไหน ๆ ได้แล้วผู้ที่ขับขี่เป็นแต่ในลักษณะนี้ล่ะครับที่จัดอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงเพราะจะมีอันตรายตามมาอีกหลายอย่าง เช่นการขับรถในสภาพทางที่เป็นภูเขาสูงหรือที่เคยมีข่าวรถวิ่งไปทับเจ้าของจนตายตอนเปิดประตูบ้านก็เข้าข่ายที่“รู้..แต่ยังรู้ไม่หมด”นั่นเอง
ทอร์คคอนเวอร์เตอร์
หลักการทำงานแบบย่อ ๆของเกียร์อัตโนมัติ ก็คือเกียร์ที่ผลิตมาให้ขับรถได้ง่ายสะดวกสบายขึ้น คือรถจะมีการเปลี่ยนเกียร์ของมันเองตอนเดินหน้าด้วยการขยับเข้าเกียร์เพียงครั้งเดียวและไม่ต้องเหยียบคลัทซ์เพราะไม่มีให้เหยียบการขับขึ่จึงใช้เพียงเท้าขวาเพียงข้างเดียวใช้เหยียบคันเร่งกับเบรคเท่านั้นส่วนเท้าซ้ายไม่ต้องใช้ที่เป็นเช่นนี้เพราะการออกแบบระบบการทำงานของเกียร์อัตโนมัติที่แตกต่างจากเกียร์ธรรมดาโดยชุดคลัทซ์ได้เปลี่ยนมาใช้ตัว“ทอร์คคอนเวอร์เตอร์”ช่วยในการตัดต่อการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่เกียร์แทนซึ่งเท่ากับเป็นคลัทซ์อัตโนมัติที่เราไม่ต้องเหยียบเพราะมันจะทำการจับตัวของมันเองตามรอบเครื่องที่เพิ่มขึ้นโดยใช้ของเหลวเป็นตัวส่งกำลังด้วยความหนืด หลักการก็เหมือนกับมีพัดลม 2 อันอันหนึ่งเปิดไว้เอามาเป่าให้อีกอันหนึ่งหมุนตามทำให้เกิดการส่งกำลังได้ทำให้สามารถเข้าเกียร์ได้โดยเครื่องไม่ดับขณะเครื่องเดินเบาและรถจอดนิ่งเหยียบเบรคไว้ส่วนระบบเกียร์เมื่อเข้าเกียร์ให้รถขับเคลื่อนไปแล้วการทำงานจะเป็นไปโดยอัตโนมัติคือการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จะมีการตั้งโปรแกรมการทำงานให้เหมาะสมกับความเร็วรอบของเครื่องยนต์เหมือนตอนที่เราเข้าเกียร์ด้วยความรู้สึกของเรา แต่ในเกียร์อัตโนมัติใช้กลไกต่าง ๆมาทำงานแทนโดยแต่เดิมจะมีแต่ระบบกลไกโดยใช้แรงดันในระบบน้ำมันเกียร์ซึ่งมีปั๊มสร้างแรงดันเช่นเดียวกับระบบไฮดรอลิกซึ่งแรงดันที่เพิ่มขึ้นตามความเร็วรอบเครื่องยนต์จะถูกนำมาใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ภายในเกียร์อัตโนมัติจะใช้เกียร์แบบเพลนเนตทารี่เกียร์ซึ่งเป็นชุดเกียร์ที่ออกแบบให้เฟืองของเพลาขับทดอยู่กับเฟืองของเพลาตามภายในเฟืองวงแหวนทำให้สามารถเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ได้ง่ายเพียงแต่ล็อกเฟืองชุดใดชุดหนึ่งด้วยการจับตัวของแผ่นคลัทซ์แบบเปียกซ้อนกันหลายๆแฟ่นทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทำได้นุ่มนวลเมื่อทำงานร่วมกับทอร์คคอนเวอร์เตอร์ยิ่งมาในยุคที่มีระบบอิเล็คทรอนิคส์เข้ามาช่วยในการทำงานทำให้เกียร์อัตโนมัติมีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นมากโดยเฉพาะจังหวะการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่ทำได้นุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึกและจังหวะการทำงานต่าง ๆที่ฉับไวยิ่งขึ้น
มากโดยเฉพาะจังหวะการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่ทำได้นุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึกและจังหวะการทำงานต่าง ๆที่ฉับไวยิ่งขึ้นมีโปรแกรมการทำงานมากยิ่งขึ้นกว่าในระบบเก่าซึ่งบางทีก็เรียกกันว่าเกียร์ไฟฟ้าเพราะจะมีกล่องควบคุมการทำงานมาต่างหากในรถบางรุ่น

ตำแหน่งเกียร์
“ตำแหน่งเกียร์”

เมื่อทราบหลักการทำงานแบบย่อ ๆแล้วก็มาดูกันที่ตำแหน่งเกียร์ซึ่งจะมีบอกไว้ที่ตรงโคนของคันเกียร์จะยกตัวอย่างเฉพาะในรถรุ่นปัจจุบันที่เกียร์อัตโนมัติจะมี 4 สปีดแล้วนอกจากนี้ยังมีรถนั่งรุ่นใหม่ ๆ ที่ได้มีเพิ่มเป็น 5 เกียร์สปีดแล้วอย่างเช่นBMWที่ราคาหลายล้านบาทตำแหน่งเกียร์ 4 สปีดที่พบทั่ว ๆ ไปจะมีเขียนแสดงไว้นั้นพอจะอธิบายได้ดังนี้

ตัวPเป็นตำแหน่งที่ใช้ในการจอดรถ ซึ่งย่อมาจากภาษาอังกฤษParkingแปลว่าจอดรถซึ่งจังหวะนี้เพลากลางจะถูกล็อกทำให้รถเคลื่อนตัวไม่ได้ทุกครั้งที่จอดรถในทางชันเพื่อป้องกันรถไหลควรใช้ร่วมกับเบรคมือแต่หากไปจอดตามห้างสรรพสินค้าหรือลานจอดรถไม่ควรใช้เพราะหากไปขวางทางผู้อื่นแล้วไม่สามารถเข็นรถได้บรรพบุรุษจะโดนกล่าวถึงในทางไม่ดี ประโยชน์อีกอย่างก็สามารถติดเครื่องได้ในตำแหน่งนี้เพราะจะเป็นเกียร์ว่างแต่เพลากลางยังถูกล็อคไม่ให้รถไหลมีประโยชน์ตอนจอดในทางลาดชันทำให้ออกรถได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้ขับเหยียบเบรคและเปลี่ยนเกียร์มาในตำแหน่งให้รถขับเคลื่อนต่อไป

ต่อมาก็เป็นตำแหน่งRซึ่งย่อมาจากReverseอันนี้เป็นเกียร์ถอยหลัง การขยับคันเกียร์จากตำแหน่งอื่นมาให้ตำแหน่งRนี้ต้องกดปุ่มล็อคคันเกียร์นั้นจะอยู่ด้านข้างของหัวเกียร์ในรถทุกรุ่นเพื่อกันการลืมซึ่งจะทำให้ระบบเกียร์พังและกันการเข้าเกียร์ผิดในกรณีที่ไม่ได้เหลือบตามามองสำหรับการขับปกติและผู้ชำนาญแล้ว

ตำแหน่งNเป็นเกียร์ว่างซึ่งภาษาอังกฤษเขียนว่าNaturalตำแหน่งนี้จะเหมือนกับเกียร์ว่างในรถเกียร์ธรรมดาที่สามารถเข็นรถได้เวลาจอดตามลานจอดรถและขวางคันอื่นๆอยู่ก็อย่าลืมใช้ตำแหน่งนี้เพื่อให้ยามหรือเจ้าของรถคันอื่นจะได้เข็นเลื่อนรถให้พ้นจากการกีดขวางได้เวลารถจอดติดไฟแดงก็ใช้ได้

ตำแหน่งDหรือDriveเป็นตำแหน่งที่ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยเกียร์ทุกเกียร์จะทำงานเปลี่ยนตำแหน่งครบทั้งหมดตามความเร็วที่ตั้งโปรแกรมไว้ในการขับขี่รถทั่ว ๆไปบนถนนธรรมดาจะใช้ตำแหน่งDนี้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นซึ่งสะดวกสบายมาก
 เกียร์
ตำแหน่ง 2 หมายถึงเกียร์จะทำงานเพียง2 เกียร์ คือ เกียร์ 1 และ 2 เท่านั้นซึ่งเป็นการถูกล็อคเอาไว้ในตำแหน่งนี้เพื่อให้ใช้ตอนที่ตอ้งการกำลังในการขับเคลื่อนสูงๆ เช่น การขับรถในทางที่เป็นภูเขาสูงชันมาก ๆ ซึ่งการล็อคเกียร์ไวให้ทำงานแค่ 2เกียร์นี้จะช่วยในตอนลงจากที่สูงซึ่งจะใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคผ่านอัตราทดเกียร์ที่สูงนี้ได้เพื่อความปลอดภัยโดยเป็นการช่วยผ่อนแรงการทำงานของระบบเบรคกันเบรคร้อนซึ่งทำให้เกิดอาการเบรคหายจากการเกิดฟองอากาศในน้ำมันเบรคที่เดือนเป็นไอ

ตำแหน่ง 1อันนี้ก็เป็นการทำงานในเกียร์ 1 เพียงเกียร์เดียวซึ่งเป็นการขับขึ้นทางสูงชันที่ต้องการแรงฉุดลากมากกว่าในเกียร์ตำแหน่ง 2สังเกตง่าย ๆ ว่าจะใช้เมื่อไรดูได้จากเมื่อใช้ตำแหน่ง 2พอรถวิ่งไปถึงความเร็วรอบเครื่องที่เกียร์เปลี่ยนเป็นเกียร์ 2รถจะไม่มีกำลังทำให้เกียร์เปลี่ยนมาที่ 1อีกจะทำให้เสียจังหวะเราก็จัดการเปลี่ยนมาล็อกไว้ที่เกียร์ 1 ซะเลยจะไปได้ดีกว่ารวมทั้งตอนลงทางชันที่ชันมากแบบค่อย ๆ ย่องลงมาเกียร์ 1จะช่วยในการหน่วงด้วยเครื่องยนต์ได้ดี ในตำแหน่ง 1 นี้จะช่วยในการหน่วงด้วยเครื่องยนต์ได้ดี ในตำแหน่ง 1 นี้ รถบางรุ่นจะใช้ตัวอักษรLแทนซึ่งหมายถึงตำแหน่งเกียร์ที่ต่ำสุด

“ปุ่มเลือกโปรแกรมต่างๆ”
 ปุ่มOD(OverDrive)
นอกจากตำแหน่งเกียร์ต่าง ๆ ให้เลือกใช้ก็จะมีปุ่มเลือกโปรแกรมต่าง ๆเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพของระบบเกียร์อัตโนมัตินี้อีกอันแรกที่มีในรถรุ่นต่าง ๆ ก็คือ ปุ่มOD(OverDrive)จะมีให้เลือก 2 ตำแหน่งคือOnกับOffเมื่อกดปุ่มODอยู่ในตำแหน่งOnและคันเกียร์อยู่ในตำแหน่งDโปรแกรมนี้เกียร์จะทำงานครบทั้ง 4 เกียร์เปรียบเสมือนเป็นการเลือกใช้เกียร์จะทำงานครบทั้ง 4เกียร์เปรียบเสมือนเป็นการเลือกใช้เกียร์ 4 กับไม่ใช้นั่นเองซึ่งเหตุผลก็คือเมื่อต้องการขับรถในทางสูงชันแต่ไม่มากเหมือนในการใช้ตำแหน่ง 2 เราก็ใช้เพียงเกียร์3 โดยไม่ต้องเลื่อนคันเกียร์เพียงแต่ใช้ปุ่มODซึ่งช่วยให้สะดวกขึ้นมากรวมทั้งในกรณีต้องการเชนจ์เกียร์เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรค(เอนจิ้นเบรค) เช่น ขณะถนนลื่นหรือลงจากที่สูงก็ใช้ได้
Sport-Comfort 
นอกจำโปรแกรมทั่ว ๆ ไปในรถบางรุ่นโดยเฉพาะพวกรถสปอร์ตหรือนั่งจะมีปุ่มที่เขียนว่าSport-Comfortปุ่มต่อมาอันนี้จะไม่อยู่ที่หัวเกียร์ส่วนมากจะอยู่ที่แผงหน้าปัทม์หรือบริเวณคอนโซลข้าง ๆคันเกียร์ในรถบางรุ่นจะใช้SportEconomyโปรแกรมนี้ออกแบบมาให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ช้าลงในโปรแกรมSportหมายถึงจะลากเกียร์ได้ยาวขึ้นและเกียร์จะเปลี่ยนที่รอบเครื่องยนต์สูงขึ้นกว่าเดิมทำให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้นต่างจากในโปรแกรมComfortหรือEconomy ซึ่งเน้นที่ความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเกียร์จะเปลี่ยนตั้งแต่
ความเร็วรอบเครื่องยนต์รอบที่ต่ำกว่าเหมือนตอนที่เราขับรถเกียร์ธรรมดาตอนที่ไม่รีบร้อนนั่นเองทำให้ผู้โดยารนั่งสบายไม่เกิดการกระชากที่รุนแรงเหมือนนั่งรถแข่ง

เราได้ทราบเรื่องการทำงานและโปรแกรมการสิ่งให้เกียร์ทำงานได้ผู้ขับขี่ในแบบต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการขับขี่ในลักษณะต่าง ๆ เช่นการขับขี่ในสภาพทางที่เป็นภูเขาสูงหรือต้องการอัตราเร่งที่ดีกว่าปกติก็สามารถลากเกียร์ให้ยาวขึ้นในโปรแกรมSportการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคขณะลงจากทางสูงชัน ผ่านตำแหน่งเกียร์ที่ถูกต้องซึ่งท่านใดที่ยังไม่เข้าใจก็ลองย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งหรือสองครั้งเพราะเป็นพื้นฐานความรุ้ที่น่าสนใจสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย

เมื่อคู่ได้พูดถึงโปรแกรมการทำให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ช้างลงเพื่อให้ลากเกียร์ได้ยาวขึ้นเพื่อให้มีการเปลี่ยนเกียร์ในความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นกว่าโปรแกรมธรรมดาซึ่งจะทำให้อัตราเร่งของรถดีขึ้นซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะเลือกใช้ได้โดยการกดปุ่ม ซึ่งมีเขียนบอกไว้ในแบบต่าง ๆ เช่นSport-ComfortและSport-Economayรวมทั้งอีกตัวหนึ่งคือคำว่าPowerซึ่งเมื่อครู่ไม่ได้บอกไว้ เผื่อไปเจอจะสงสัยว่าเป็นปุ่มอะไรเอาไว้กดทำไมเพราะในรถบางรุ่นจะมีเพียงปุ่มกดและคำว่าPowerนี้เพียงอย่างเดียวในลักษณะOn-Offหรือเปิด-ปิด คือใช้โปรแกรมPowerกับไม่ใช้เท่านั้น

“เกียร์ธรรมดาในเกียร์อัตโนมัติ”

โปรแกรมต่อมาที่เห็นในรถบางรุ่นส่วนมากจะเป็นรถสปอร์ตหรือสปอร์ตซีดานหรือรถที่มีสมรรถนะค่อนข้างสูง จะมีปุ่มกดที่เขียนว่าHoldหรือAutoManualเพื่อการขับขี่ในลักษณะของเกียร์ธรรมดาเพื่อความคล่องตัวยิ่งขึ้นจึงได้มีโปรแกรมนี้เพิ่มขึ้นมา โดยตำแหน่งHoldหรือManualจะมีความหมายเดียวกันคือเป็นการล็อคเกียร์ในตำแหน่งต่าง ๆ ไว้ให้เปลี่ยนตามจังหวะการโยกคันเกียร์ของผู้ขับแต่เพียงอย่างเดียวไม่ว่ารถจะวิ่งในความเร็วเท่าไรตำแหน่งเกียร์จะเป็นไปตามตำแหน่งของคันเกียร์ตลอดเวลาทำให้ผู้ขับสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการคือต้องการลากรอบเครื่องยนต์ให้สูง ๆแล้วค่อยเปลี่ยนเกียร์เพื่ออัตราเร่งที่ดีหรือต่อเนื่องยิ่งกว่สในโปรแกรมSportหรือPowerหรือต้องการเชนจ์เกียร์ลงมาในเกียร์ต่ำเพื่อการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคได้ตามต้องการเช่นเดียวกับการขับรถเกียร์ธรรมดาซึ่งดีกว่าตรงไม่ต้องเหยียบคลัทช์ทำให้มีความคล่องตัวและสนุกกว่าและจะทำได้เฉพาะรถที่มีโปรแกรมนี้เท่านั้นหากเป็นรุ่นที่ไม่มีปุ่มHoldหรือManualให้เลือกการขับขี่จะทำได้เพียงการเข้าเกียร์ในตำแหน่งต่างๆ ด้วยผู้ขับเช่นกันแต่จังหวะการเปลี่ยนเกียร์อาจจะไม่เปลี่ยนตามการโยกคันเกียร์ในทันทีทันใด เช่นเมื่อต้องการเชนจ์เกียร์เพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเบรคในขณะที่เครื่องยนต์มีความเร็วรอบสูงๆเกียร์จะไม่ยอมเปลี่ยนตามเพราะในโปรแกรมของภายในตัวเกียร์ได้ตั้งให้มีการเปลี่ยนเกียร์ตามสภาพความเร็วรอบเครื่องยนต์และแรงบิดจากเพลากลางเมื่อรอบเครื่องยนต์ยัง
ปุ่มHoldหรือAuto Manual
สูงมันจึงไม่ยอมเปลี่ยนเพราะรับคำสั่งมาว่าในรอบขนาดนี้มันจะต้องเปลี่ยนเกียร์ให้สูงขึ้นเมื่อเราโยกคันเกียร์มาในเกียร์ต่ำก็เลยยังไม่เปลี่ยนตำแหน่งตามลงมาจนกว่ารอบเครื่องยนต์จะลดลงซึ่งต้องเสียเวลาไปชั่วระยะอึดใจตั้งแต่ถอนคันเร่ง

การขับรถลงภูเขาควรระวังไว้เช่นกันในกรณีนี้อย่าปล่อยให้รถไหลในความเร็วสูงๆแล้วมาเชนจ์เกียร์เพราะถ้าความเร็วรอบเครื่องสูงเกินกำหนดเกียร์จะไม่เปลี่ยนทันทีทันใดหากไม่มีโปรแกรมHoldกับManualอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ขับจะต้องใช้การแตะเบรคช่วยให้รอบเครื่องลดลง การขับที่ถูกวิธีคือ เมื่อขับอยู่ในตำแหน่งเกียร์ 3และเมื่อเห็นว่าความชันของเส้นทางที่ลงมีมากจนแรงหน่วงไม่พอในเกียร์นี้และรถเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นควรรีบเชนจ์มาเกียร์ 2 แต่เนิ่น ๆ ตำแหน่งเกียร์จะเปลี่ยนมาทันที

การออกรถในโปรแกรมนี้จะทำได้เช่นเดียวกับเกียร์ธรรมดาทุกประการคือเริ่มออกรถในตำแหน่งเกียร์ 1 หรือLและสามารถเปลี่ยนเกียร์ 2ได้ในความเร็วรอบเครื่องต่าง ๆ กันตามต้องการไม่ว่าจะเอาแบบลากรอบสูงหรืออยากเปลี่ยนแบบนิ่ม ๆที่รอบปานกลางไปตามลำดับจนถึงตำแหน่งDซึ่งในช่วงเกียร์ 2ได้ในความเร็วรอบเครื่องต่าง ๆ กันตามต้องการไม่ว่าจะเอาแบบลากรอบสูงหรืออยากเปลี่ยนแบบนิ่ม ๆที่รอบปานกลางไปตามลำดับจนถึงตำแหน่งDซึ่งในช่วงเกียร์ 3กับ 4 ก็ใช้ปุ่มODร่วมด้วยเท่านั้นรถก็จะมีการเปลี่ยนเกียร์ครบทั้ง 4 เกียร์การเชนจ์เกียร์ก็ทำได้เช่นเดียวกันโดยย้อนกลับจากตอนออกรถ

“KickDown”
 KickDown
โปรแกรมนี้จะมีในรถเกียร์ออโตทุกรุ่นซึ่งไม่มีปุ่มให้กดโดยจะอยู่ที่คันเร่งนั่นเองคือการที่เมื่อเราต้องการเชนจ์เกียร์มาในเกียร์ต่ำเพื่อการเร่งแซงก็เพียงแต่กดดันคันเร่งลงไปให้มิดเกียร์จะเปลี่ยนลงไปเป็นเกียร์ต่ำกว่าเกียร์ที่ใช้อยู่และรอบเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นเพราะเราเหยียบคันเร่งในตำแหน่งเร่งสุดรถจะมีการพุ่งหรือสปริ้นท์ตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเร่งแซงเมื่อแซงเสร็จเรียบร้อยแล้วความเร็วความเร็วรถเพิ่มขึ้นก็จะมีการเปลี่ยนเกียร์กลับมาในเกียร์สูงตามเดิมโดยเราไม่ต้องทำอะไรกับคันเกียร์นอกจากการเร่งแซงแล้วก็ยังใช้ในโอกาสอื่น ๆ เช่นการขึ้นที่สูงชัน

ที่มา : http://www.asnbroker.co.th

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen , Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress , Asn Broker Journal Blog
 
Motor Insurance