วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แถลงการณ์ รพ.รามาธิบดี ฉบับที่ 3 อาการปอ ทฤษฎี สหวงษ์ #strongerpor

แถลงการณ์ รพ.รามาธิบดี ฉบับที่ 3 อาการปอ ทฤษฎี สหวงษ์ #strongerpor
แถลงการณ์ รพ.รามาธิบดี ฉบับที่ 3 อาการปอ ทฤษฎี สหวงษ์ #strongerpor

แถลงการณ์ รพ.รามาธิบดี ฉบับที่ 3 อาการปอ ทฤษฎี สหวงษ์ #strongerpor

ความคืบหน้าอาการป่วยจากไข้เลือดออกของนายทฤษฏี สหวงศ์(ปอ)

อาการโดยทั่วไปยังมีเลือดออกในช่องเยื่อหุ้มปอดอยู่ ต้องได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดเป็นระยะ
และยังมีภาวะ infection-associated hemophagocytic syndrome
(IAHS)

สัญญาณชีพโดยทั่วไปคงที่มากขึ้น การทำงานของตับดีขึ้น ภาวะไตวายคงที่ ยังต้องใช้เครื่องฟอกไต
และเครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ
(Extracorporeal Membrane Oxygenator:ECMO)อย่างต่อเนื่อง

ค่าออกซิเจนในเลือด เกลือแร่ และความเป็นกรดในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ การทำงานของสมอง
อยู่ในเกณฑ์ปกติ ผลตรวจไข้เลือดออกพบเป็นเชื้อไข้เลือดออกชนิดที่2 (Dengue Type2)
ยังไม่พบการติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มเติมขึ้น

โดยสรุป ผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ และยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังใน CCU อย่างต่อเนื่อง
ASN Broker ขอเอาใจช่วยด้วยคนครับ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จัดกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ (ปิดถนน) ครม.ไม่ประกาศให้วันที่ 11 ธ.ค.เป็นวันหยุด #MorningNews #เรื่องเล่าเช้านี้

จัดกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ (ปิดถนน) ครม.ไม่ประกาศให้วันที่ 11 ธ.ค.เป็นวันหยุด #MorningNews #เรื่องเล่าเช้านี้
จัดกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ (ปิดถนน) ครม.ไม่ประกาศให้วันที่ 11 ธ.ค.เป็นวันหยุด #MorningNews #เรื่องเล่าเช้านี้

อัพเดทความเคลื่อนไหว กิจกรรมที่หลายคนรอคอยรวมทั้ง ASN Broker(ประกันภัยรถยนต์) ด้วย ล่าสุด.
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการหารือเพื่อพิจารณาประกาศให้วันที่ 11 ธ.ค.
ซึ่งเป็นวันจัดกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ BIKE FOR DAD เป็นวันหยุดราชการ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องประกาศเป็นวันหยุด
เพราะวันหยุดมีมากแล้ว แต่อาจขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เป็นการเฉพาะไป

สำหรับบรรยากาศการลงทะเบียนร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อวันสุดท้ายเป็นไปอย่างคึกคัก
ประชาชนต่างทยอยซื้อรถจักรยานและเสื้อสีเหลืองเพื่อสวมใส่ในกิจกรรมกันอย่างหลากหลาย

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า มีผู้ลงทะเบียนทั่วประเทศกว่า 6 แสนราย
โดยจะไม่ขยายวันลงทะเบียนออกไปอีกแน่นอน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย
เพราะมีคนร่วมงานจำนวนมาก และเส้นทางการจราจรจะติดขัด จึงต้องดูแลอำนวยความสะดวกให้ประชาชน
และทำให้กิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างสมพระเกียรติ

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การเปิดรับลงทะเบียนในกิจกรรม “BIKE FOR DAD ปั่นเพื่อพ่อ"
ในส่วนภูมิภาค เมื่อวานนี้ เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียน มีผู้มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 456,738 คน เป็นชาย 255,561 คน
เป็นหญิง 200,105 คน  โดยจังหวัดที่มียอดลงทะเบียนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 
จังหวัดนครราชสีมา  28,881 คน 
สกลนคร  15,446  คน
สงขลา  12,498 คน
ชัยนาท 11,922 คน
และ เชียงใหม่  11,592 คน  (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พ.ย.58 เวลา 15.30 น.)
ทั้งนี้ มีหลายจังหวัดได้มีการซ้อมปั่นจักรยานกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งสภาพร่างกาย
รถจักรยาน และสำรวจเส้นทางปั่นจักรยาน “เส้นทางสิริมงคล” ระยะทางเฉลี่ย 29 กิโลเมตร
ซึ่งทุกจังหวัดได้กำหนดเส้นทางของขบวนจักรยานผ่านสถานที่มงคลของจังหวัด ได้แก่
สถานที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ และสถานที่มงคล หรือสถานสำคัญของจังหวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน
นายกฤษดา กล่าวว่า  กระทรวงมหาดไทยจึงขอเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม "BIKE FOR DAD ปั่นเพื่อพ่อ"
และร่วมปั่นจักรยานบนเส้นทางสิริมงคล ในวันศุกร์ที่ 11 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป
เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
และร่วมแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพ่อและพ่อของแผ่นดินโดยพร้อมเพรียงกัน
ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาเส้นทางปั่นจักรยานเส้นทางสิริมงคล และรายละเอียดการจัดกิจกรรม
ได้ที่เว็บไซต์ www.bikefordad2015.moi.go.th

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ด่วน เกิดเหตุไฟไหม้ #Terminal21 เรียงลำดับเหตุการณ์ จนประกาศ ห้างปิดจนถึง17.00 น 10พย58

ด่วน เกิดเหตุไฟไหม้ #Terminal21 ห้างปิดจนถึง17.00 น
ด่วน เกิดเหตุไฟไหม้ #Terminal21 เรียงลำดับเหตุการณ์ จนประกาศ ห้างปิดจนถึง17.00 น
วันที่ 10 พ.ย.58 เกิดเหตุไฟไหม้ ห้างสรรพสินค้า Terminal21 
โดยเวลา 11.30 โดยประมาณ เกิดเหตุไฟไหม้ ที่ห้าง Terminal21 โดย ASN Broker(ประกันภัยรถยนต์) ขอนำเหตุการ์ณมาเรียงลำดับ
และรายงานล่าสุดดังนี้ครับ
ภาพลิงค์ที่แปะไว้
หลังจากนั้น ทางห้างได้อพยพคนและปิดตึกห้างสรรพสินค้าเป็นการด่วน
ภาพลิงค์ที่แปะไว้

ภาพลิงค์ที่แปะไว้

รถคันนี้เค้าบอกว่าเติมน้ำมัน e85 e20 gasohol95 ได้ ทีนี้จะเติมอันไหนดี #เรื่องเล่าเช้านี้ #Pantip

รถคันนี้เค้าบอกว่าเติมน้ำมัน e85 e20 gasohol95 ได้ ทีนี้จะเติมอันไหนดี #เรื่องเล่าเช้านี้ #Pantip
รถคันนี้เค้าบอกว่าเติมน้ำมัน e85 e20 gasohol95 ได้ ทีนี้จะเติมอันไหนดี #เรื่องเล่าเช้านี้ #Pantip

เจ้าของล็อคอินนามว่า สมาชิกหมายเลข 1164205  ได้แชร์ความรู้การเติมน้ำมันรถ แบบไหนดีและคุ้มค่า ในบอร์ดดังพันทิป
ASN Broker จึงอยากขอนำมาให้ความรู้ทางด้านความคุ้มค่ากับทางด้านการเติมน้ำมันรถยนต์ ของเราๆท่านๆกันครับ
สวัสดีครับ  จะกล่าวถึงการเติมน้ำมันรถยนต์ครับ ว่าเติมน้ำมันชนิดไหนดี

สืบเนื่องมาจากว่า ผมซื้อรถมาใหม่ เอาจริงๆก็เริ่มไม่ใหม่แล้ว เป็นรถอะไรไม่พูดนะครับ ประมาณครึ่งปี ประเด็นมันเริ่มเกิดตรงที่ รถคันนี้เค้าบอกว่าเติมน้ำมัน e85 e20 gasohol95 ได้ ทีนี้จะเติมอันไหนดี
เลยเกิดความสงสัย พอดีงานที่ทำก็จดน้ำมันทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยเริ่มจดน้ำมัน ระยะทางที่รถวิ่งได้ มาลองคำนวนดูเล่นๆว่าอะไรคุ้มสุด
เริ่มจดตั้งแต่ปลายเดือน พฤษภาคม จนถึงตอนนี้ ก็ประมานเกือบๆ ครึ่งปี
โดยผมจะเติมน้ำมันแบบละเดือน เช่นเดือน มิถุนา เติม95 เดือนกรกฎา เติมe20 เดือนสิงหาเติมe85
แล้วก็จะมีกฎเล็กน้อย ไม่รุทางการทดลองเค้าเรียก ตัวแปรควบคุมปล่าว คือ
จะเติมเต็มถังนะครับทุกครั้ง แล้วก็ขับจนรูปปั้มน้ำมันขึ้นสีแดงตรงหน้าปัดก็จดระยะทางที่วิ่งได้ตรงนั้น
เรื่องความเร็วผมassumeว่าขับทั้งเดือนพอๆกัน ผมขับไปทำงานจากบ้านค่อนข้างไกล เดือนนืงเติมน้ำมันประมาณ 5 ครั้ง
สุดท้ายก้เอามาเฉลี่ยทั้งหมด
คำนวนไปคำนวนมาตัวเลขที่ได้คือ เฉลี่ย
95  14.3 กิโล/ลิตร
e20 13.56กิโล/ลิตร
e85 11.31กิโล/ลิตร
(วิธีการคิดละเอียดผมไม่กล่าวถึงนะครับ)

ตัวเลขที่ออกมา เราสรุปได้ว่า น้ำมันยิ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เยอะขึ้น ใน1ลิตร จะวิ่งได้ระยะทางน้อยลง นั้นคือกินน้ำมันมากขึ้น แต่ว่ายิ่งผสมมากราคาน้ำมันยิ่งถูกลง ดังนั้นผมเลยเอาราคาน้ำมันมาคิดคำนวนด้วย

แต่สุดท้ายหน่วยที่ชอบ พูดๆกัน กิโล/ลิตร มันอาจจะดูงงๆหน่อย ว่าน้ำมันอะไรคุ้มสุด
ประเด็นหลักอยุ่หลังจากนี้ครับ
ผมลองเปลี่ยนมาเป็นหน่วย บาท/กิโล คือรถแล่นไป1กิโลเนี้ย เราเสียตังกี่บาท
ง่ายๆเลย เราขับไป1กิโลเนี้ย น้ำมันแต่ละแบบ เราต้องจ่ายตังเท่าไหร่
พอมีเรื่องราคาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มีคำถามราคาน้ำมัน มันขึ้นๆลงๆ  ขึ้นลงก็ไม่พร้อมกันอีก 95ลด 50สตางค์ e20ลง20สตรางค์ e85ไม่ลงบ้าง

ผมก็เข้ากูเกิ้ลหาราคาน้ำมันย้อนหลังแล้วลองพลอตกราฟดู ทีนี้ได้เรื่องเลย
(ref. http://www.pttplc.com/TH/Media-Center/Oil-Price/pages/Bangkok-Oil-Price.aspx

(assume อัตราสิ้นเปลืองเป็นค่าคงที่ใช้ตามค่าเฉลี่ยนตามตัวเลขที่หาได้ข้างบน)

อธิบายกราฟ ก่อนครับ
สีน้ำเงินคือ น้ำมันgasohol95
สีแดงคือ e20
สีเขียวคือe85

ลากเส้นในแนวดิ่งขึ้นไปจากวันที่ข้างล่าง คือ อัตราสิ้นเปลืองเป็นบาท(รถผมนะครับ) ถ้าอยู่สูงก็แปลว่าแพง อยู่ต่ำก็ถูก
ยกตัวอย่างเช่น วันที่3/1/2015 ถ้าใช้น้ำมัน95 ก็อัตราอยู่ที่ 2.06บาทต่อ 1 กิโลเมตรที่ขับ /e20 1.93บาท ต่อ 1 กิโลเมตรที่ขับ/ e85 1.97บาทต่อ 1 กิโลเมตรที่ขับ

ครับจากกราฟ สรุปได้ว่าอะไรบ้าง (เหมือนการบ้านวิชาเลขตอนประถม เพิ่งรู้ว่ามีประโยชน์)

1 กราฟที่อยู่สูง คือ มีอัตราสิ้นเปลืองมาก
2 กราฟเส้นสีแดง(e20) shift ลงมาจากเพื่อน แปลว่าเส้นสีแดงมีอัตราสิ้นเปลืองน้อยที่สุด เกือบจะตลอดทั้งปี
3 กราฟสีน้ำเงินกับสีเขียวสลับกันขึ้นๆลงๆ แปลได้ว่า ราคาน้ำมันที่ขึ้นลง บางที95ลงแต่ e85ไม่ลงหรือลงน้อย ทำให้ในบางช่วงเวลาเติม 95ประหยัดกว่า e85 และบางครั้ง เติมe85ประหยัดกว่า95
4 เส้นของกราฟสีแดงกับสีน้ำเงิน คล้ายกันเกือบตลอด แสดงว่า เมื่อ95มีการปรับราคา e20 ก็ปรับราคาในอัตราส่วนเดิมตลอด
5 ช่วง1-2เดือนมานี้ e85 ปรับลดลงมากระทันหัน(ลง2บาทจากเวปref.ข้างบน) ทำให้การใช้e85 ประหยัดกว่า 95 และพอๆกับe20

สรุปรวมทั้งหมดสิ่งที่ได้จากการศึกษานะครับ
น้ำมันทั้งหมด อัตราสิ้นเปลืองต่อกิโลเมตรต่างกัน ไม่เกิน0.1 นั้นคือ ถ้าปีนืงผมขับไป 50000กิโล ความแตกต่างของค่าน้ำมันก็ต่างกันไม่เกิน 5000 ก็เลือกกันเองครับว่าจะเติมอันไหน เรื่องน้ำมันแต่ละแบบมีคุณสมบัติต่างกันยังไง อันนี้ผมก้ขอไม่พูด(เพราะไม่รู้ 55)
ส่วน e85 จริงๆแล้วราคาต่อลิตรถูกกว่าแต่เมื่อเทือบราคาต่อระยะทางแล้วไม่ได้ประหยัดไปกว่า น้ำมันอื่นๆเลย ผมก็ไม่รุ้จะเติม alcoholใส่รถผมเยอะๆทำไม ในเมื่อมันไม่ได้ประหยัดกว่า e20 เลย


สุดท้ายผลการเปรียบเทียบนี้ assume อัตราสิ้นเปลืองคงที่จากด้านบน เป็นค่าคงที่ มาจากการคิดคำนวนของผมเองอาจผิดพลาดไปบ้าง อัตราสิ้นเปลืองของรถท่านก็ลองไปคิดกันเองนะครับ แต่ราคาน้ำมันก็เอามาจากปตท. ก้น่าจะเชื่อได้
ท้ายที่สุด ผิดพลาดประการใดขอโทษด้วยครับ ผมคิดออกมาเล่นๆ แล้วเห็นว่า(อาจจะ)มีประโยชน์สำหรับคนเลือกใช้น้ำมันก็เลยอยากแบ่งบัน

edit

อ่านคอมเม้นแล้วครับจึงไปทำกราฟให้ช่วงเวลาปี2557  ปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันสูงอยู่ ผลลัพธ์ตามกราฟนะครับ (จริงผมเพิ่งจะเริ่มเติมน้ำมันปีนี้เองจึงพลาดไปไม่ได้เอาปีก่อนมาคิด)

เห็นได้ว่า  ในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง น้ำมัน e85 เติมแล้วประหยัดที่สุด แต่ตั้งแต่ช่วงหลังจาก มิย 57 ไล่มา ราคน้ำมันลงมาเรื่อยๆ แต่ e85 ราคาแทบจะคงที่ ทำให้ถึงจุดๆหนึ่ง  e85 แพงกว่าแบบอื่น
แล้วเปรียบเทียบช่วงน้ำมันแพง จะเห็นว่ากราฟแต่ละเส้น อยู่ห่างกันมากเทียบกัน ณ เวลานี้ แปลว่า ช่วงน้ำมันแพง การเลือกน้ำมันนี้จะมีผล ต่อเงินในกระเป๋าชัดเจนกว่าตอนนี้มากครับ


ผมขอสรุปกระทู้นี้ใหม่แบบสั้นๆง่ายๆใหม่นะครับ อ่านคอมเม้นแล้วรุ้สึกว่าบางท่านไม่เข้าใจที่ผมจะสื่อหรือผมอธิบายไม่เคลียไม่รุ้
ประเด็นหลักครับ
1 อัตราการกินน้ำมัน km/l ของรถคันหนึ่งเนี้ย ผมเฉลี่ย ออกมาเป็นค่าคงที่ค่านืง
2 สิ่งที่ขึ้นลงคือราคาน้ำมัน ส่งผลให้
3 ณ เวลา เวลาหนึ่ง เติมน้ำมันแบบไหน ประหยัดค่าน้ำมันที่สุด ออกมาในหน่วย บาท/กิโลเมตร
ที่มา http://pantip.com/topic/34407799

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มใช้ปี 59 เรื่องที่คนเตรียมถอยรถป้ายแดงควรรู้ #ยกทัพข่าวเช้า #เรื่องเล่าเช้านี้

ภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มใช้ปี 59 เรื่องที่คนเตรียมถอยรถป้ายแดงควรรู้
ภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มใช้ปี 59 เรื่องที่คนเตรียมถอยรถป้ายแดงควรรู้ 

ภาษีรถยนต์ใหม่ เริ่มใช้ปี 59 เรื่องที่คนเตรียมถอยรถป้ายแดงควรรู้ 
ที่มา http://www.smartsme.tv/lifestyle-detail.php?id=18543
        ภาษี รถยนต์ใหม่ ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2559 ทำให้คนที่กำลังคิดจะ ซื้อรถ ต้องนั่งคำนวณตัวเลขกันวุ่นกับภาษีที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น
แต่งานนี้ Eco Car ได้รับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ เพราะได้ลดภาษี !!

        ใครที่กำลังวางแผนซื้อรถใหม่ในช่วงปี 2559 เตรียมเก็บเงินเพิ่มได้เลย เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป
รัฐบาลจะทำการปรับอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ทั้งระบบ เนื่องจากเห็นว่า
การจัดเก็บภาษีในอัตราเดิมนั้นมีการบิดเบือนโครงสร้างทางภาษีสรรพสามิต และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีรถยนต์
จึงได้มีการคลอดเกณฑ์การจัดเก็บภาษีรถยนต์แบบใหม่ โดยพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ด้วยหวังจะลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศนั่นเอง

        งานนี้เหล่าผู้ที่กำลังจะควักกระเป๋าซื้อรถประเภทอีโคคาร์ ดูเหมือนจะได้รับอานิสงส์จากภาษีใหม่ไปเต็ม ๆ
เพราะเป็นรถประเภทที่ปล่อยไอเสียในอัตราที่ไม่สูงมาก ทำให้อัตราการเก็บภาษีลดลงไปโดยปริยาย ขณะที่รถยนต์ประเภทอื่นๆ
ที่ปล่อยไอเสียในอัตราที่สูง ก็เตรียมก้มหน้ารับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นตามปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาได้เลย
ซึ่งแบ่งเป็นการคิดภาษีตามประเภทรถยนต์และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนี้
       จากตารางที่แสดงอยู่ด้านบนทางด้านกรมสรรพสามิตแบ่งแยกรถยนต์อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่สามารถจำแยกเครื่องยนต์ออกไปอย่างละเอียดได้
อัตราภาษีจะอย่างในช่วง 10% จนไปถึง 50% เลยทีเดียว เราจะมาแบ่งแยกให้ชัดเจนเพื่อทำควมเข้าใจกับระบบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่กัน
โดยจะแบ่งออกเป็น 8 ประเภท
1. รถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 35% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 40% (เดิมจัดเก็บภาษี 30%)
 
เก๋ง/เอสยูวี ไม่เกิน 2,000 ซีซี ภาษีขึ้น 3-10 %
       รถยนต์นั่งในพิกัดนี้ ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาด มีตั้งแต่ รถยนต์ระดับซับคอมแพคท์ จนถึงรถยนต์ระดับพรีเมียมหลายรุ่น
ที่หันมาใช้เครื่องยนต์ความจุน้อยลง รวมทั้งเอสยูวีบางรุ่นด้วย
       ในอัตราภาษีเดิม รถยนต์ซับคอมแพคท์ ที่รองรับน้ำมันE20เช่น โตโยตา วีออส, เชฟโรเลต์ โซนิค, ฟอร์ด ฟิเอสตา
จะเสีย25%แต่อัตราใหม่ รถเหล่านี้ถ้าปล่อยCO2 ไม่เกิน150กรัมต่อกิโลเมตร จะต้องเสียภาษีเพิ่มเป็น30%
ส่วนรถบางรุ่นที่รองรับน้ำมัน E85 เช่น ฮอนด้า แจ๊ซ จะเสีย 25% เท่าเดิม
       รถยนต์คอมแพคท์ ที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1,780-2,000 ซีซี และรองรับน้ำมัน E85 เช่น โตโยตา อัลทิส (เฉพาะเครื่อง 1,800 ซีซี),
ฮอนดา ซีวิค, เชฟโรเลต์ ครูซ (เฉพาะเครื่อง 1,800 ซีซี), มาซดา 3 อัตราเดิมเสีย 22 % ส่วนอัตราใหม่ รุ่นที่ปล่อย CO2
ไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะเสียเพิ่มเป็น 25 % ส่วนรุ่นที่ปล่อยในพิกัด 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร เสียเพิ่มเป็น 30 %
ส่วนรถที่รองรับน้ำมัน E20 จากเดิมเสีย 25 % ก็จะต้องเพิ่มเป็น 30 % หรือ 35 % ตามปริมาณการปล่อยไอเสีย
       รถยนต์นั่งขนาดกลางและเอสยูวีหลายรุ่น ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เช่น โตโยตา แคมรี, ฮอนดา แอคคอร์ด,
ฮอนดา ซีอาร์วี, นิสสัน เทอานา, มาซดา ซีเอกซ์-5 ฯลฯ มีทั้งรุ่นที่รองรับน้ำมัน E20 และ E85 ซึ่งถูกคิดภาษีอยู่ที่ 25 %
และ 22 % ตามลำดับ รถระดับนี้ ส่วนใหญ่ยังคงปล่อยไอเสียในพิกัด 151-200 กรัมต่อกิโลเมตรอยู่
ดังนั้น จะเสียภาษี 35 % หรือ 30 % ขึ้นกับน้ำมันที่รองรับ
       นอกจากนี้ รถยนต์ระดับพรีเมียม ตั้งแต่ขนาดซับคอมแพคท์ จนถึงขนาดกลางหลายรุ่น ก็จะถูกคิดภาษีเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
ขึ้นอยู่กับปริมาณการปล่อยไอเสีย

เก๋ง/เอสยูวี 2,001-2,500 ซีซี ภาษีแพงขึ้น
       ในพิกัดนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์นั่งและเอสยูวีขนาดกลาง รวมถึงรถยนต์ระดับพรีเมียมบางรุ่น  ซึ่งเดิมเสียภาษี 30%และ27%
ขึ้นอยู่กับว่ารองรับน้ำมัน E20 หรือ E85 ซึ่งเท่าที่สำรวจรถในตลาด พบว่า รถที่ใช้เครื่องยนต์ระดับนี้ จะปล่อยไอเสีย 151-200
กรัมต่อกิโลเมตร ดังนั้นจะถูกเพิ่มภาษีเป็น 35 % สำหรับรถที่รองรับน้ำมัน E20 และ 30 % สำหรับบางรุ่นที่รองรับน้ำมัน E85
2. รถยนต์นั่งประเภทอี 85 และรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 25% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 35% (เดิมจัดเก็บภาษี 30%)
3. รถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 10%)
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 10%
– ปล่อยก๊าซเกิน 100-150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 20%
– ปล่อยก๊าซเกิน 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 25%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30%
4. รถยนต์ Eco Car (เดิมจัดเก็บภาษี 17%)
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร และใช้น้ำมัน E85 ได้ จัดเก็บภาษี 12%
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 14%
– ปล่อยก๊าซเกิน 100-120 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 17%
5. รถยนต์กระบะที่ไม่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 3%)
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 3%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 5%
6. รถยนต์กระบะที่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 3%)
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 5%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 7%
7. รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (ดับเบิ้ลแคป) มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 12%)
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 12%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 15%
8. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 20%)
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 25%
– ปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30%
       รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV) ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 3,250 ซีซี จากเดิมเสียภาษี 20 % ทุกรุ่น ในอัตราใหม่จะเพิ่มเป็น 25 % สำหรับรถที่ปล่อยไอเสีย ไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร และ 30 % สำหรับรถที่ปล่อยไอเสียเกิน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ๋นั้นยังมีค่าไอเสียเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร หมายความว่า ในปี 2559 รถพีพีวี จะเสียภาษีแพงขึ้นอีก 10 % แทบทุกรุ่น
       จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่ารถยนต์ประเภทอีโคคาร์นั้นมาราคาถูกลง ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางกรมสรรพสามิตต้องการสนับรถยนต์ประหยัดพลังงานและรักษ์โลกโดยจะปล่อยก๊าซ CO² ต่ำกว่า 100 g/km
สรุป : ภาษีใหม่ = มาตรฐานใหม่
       อัตราภาษีใหม่นี้ คาดว่าจะทำให้รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในตลาด มีราคาสูงขึ้น เพราะต้นทุนค่าภาษีจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย3-10%อย่างไรก็ตาม
ภาษีใหม่นี้ จะสร้าง “มาตรฐานใหม่” ให้แก่วงการยานยนต์ไทย โดยจะกระตุ้นให้ผู้ผลิต พัฒนา และสร้างสรรค์รถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน และปล่อยไอเสียต่ำ เพื่อให้อยู่ในพิกัดภาษีที่เหมาะสม ดังนั้น ในระยะยาว คนไทยจะได้ใช้รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ช่องสยามธุรกิจ เสนอข่าว ASN Broker เปิดเกมรุกตลาดนายหน้าประกัน ชูกลยุทธ์ QC การขายแบบ Tele Marketing 100%

ช่องสยามธุรกิจ เสนอข่าว ASN Broker เปิดเกมรุกตลาดนายหน้าประกัน ชูกลยุทธ์ QC การขายแบบ Tele Marketing 100%
ช่องสยามธุรกิจ เสนอข่าว ASN Broker เปิดเกมรุกตลาดนายหน้าประกัน ชูกลยุทธ์ QC การขายแบบ Tele Marketing 100%

ASN Broker เปิดเกมรุกตลาดนายหน้าประกันในไทย ประกาศใช้กลยุทธ์ QC การขายแบบ Tele Marketing 100% ยึดหลักความถูกต้องตามกฏ คปภ.และประโยชน์สูงสุดของลูกค้า มัดใจผู้บริโภคขึ้นสู่ตำแหน่ง บริษัทยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งในดวงใจ “ธวัชชัย ชีวานนท์” ผู้บริหารไฟแรงระบุ วางระบบที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างแท้จริง การันตีไม่มีมัดมือชกแน่นอนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยื่นในอนาคต  ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้ 1,100 ล้านบาท โต 25% จากปีก่อน 

           
            นายธวัชชัย ชีวานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASN Broker ผู้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย และประกันชีวิตในระบบการขายผ่านโทรศัพท์ หรือ เทเล มาร์เก็ตติ้ง (Tele Marketing) ที่ได้มาตรฐานระดับแนวหน้าของไทย เปิดเผยถึงทิศทางการขยายธุรกิจนายหน้าประกันฯ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันรุนแรงว่า  บริษัทฯ มุ่งสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างยอดขายและรายได้ เพื่อขึ้นสู่เป้าหมายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดกับพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมที่จะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว



            เขากล่าวว่า การขึ้นสู่เป้าหมายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค ในระบบการขายแบบ Tele Marketing ในประเทศไทย บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ยึดมั่นในมาตรฐานความถูกต้อง โปร่งใส ตามกฎกติกาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ตั้งแต่ขั้นตอนการขายจนถึงขั้นตอนกรรมธรรม์ถึงมือลูกค้า นอกจากนั้นยังมีระยะเวลาการตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัย (Free Look Period) โดยให้สิทธิ์ผู้เอาประกันภัยสามารถยกเลิกกรมธรรม์ได้ภายในเวลาถึง 30 วัน เพื่อให้ลูกค้าซื้อประกันจากบริษัทฯด้วยความเต็มใจและพึงพอใจ

           “ความแตกต่างของการเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตของ ASN Broker ที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นโดยเฉพาะรายเล็กก็คือ เรามีระบบตรวจสอบการซื้อประกันของลูกค้า(QC : Quality control) ถึง 100% อย่างชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนการขายของ Tele Sale คือหลังจบการขายแล้ว จะมีทีม QC เข้ามาตรวจสอบการเจรจาซื้อขายระหว่างพนักงานและลูกค้าในทุกๆ สัญญา ว่าให้ข้อมูลกรมธรรม์กับลูกค้าครบถ้วนหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ลูกค้ายินยอมซื้อด้วยความเต็มใจหรือไม่ ก่อนดำเนินการออกเอกสารสัญญาในลำดับขั้นตอนต่อไป เพื่อให้การซื้อประกันอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเพื่อป้องกันปัญหาการซื้อประกันที่ไม่รับความยินยอมจากผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทำให้ที่ผ่านมาเราไม่มีปัญหากับลูกค้าเรื่องการซื้อประกัน ซึ่งเราเชื่อว่าระบบ QC ที่ดีจะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการซื้อประกันทุกรายการ และในที่สุด ASN Broker จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้า”  นายธวัชชัยกล่าว

          ปัจจุบัน บริษัทฯ รับเป็นนายหน้าขายประกัน 2 ประเภทคือ ประกันวินาศภัยประกันภัยรถ ให้กับบริษัทประกันชั้นนำรวมกว่า 10 บริษัท มีสัดส่วนเบี้ยประกันถึง 75% ของเบี้ยประกันทั้งหมด และประกันชีวิตให้กับบริษัทประกันชีวิต 2 ราย มีสัดส่วนเบี้ยประกัน 25% ของเบี้ยประกันทั้งหมดประมาณ 880 ล้านบาทในปี 2557 ที่ผ่านมา โดยมีทีมขาย หรือ Telesale Agent รวม 200 คน และในปี 2558 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมกว่า 1,100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 25% จากปี 2557 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของภาพรวมอุตสาหกรรม โดยในปี 2557 ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยประกันภัยรถยนต์มีมูลค่ารวม 117,903 ล้านบาทเติบโตติดลบ0.47% จากปีก่อน (ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)
 "บริษัทมีจุดแข็งในการดำ เนินงานที่มีความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยเฉพาะราย เล็ก ด้วยระบบการตรวจสอบการซื้อ ประกันของลูกค้าถึง 100% ตั้งแต่ขั้น ตอนการขายของทีมขายบริการหลัง การขาย ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบการเจรจาซื้อขายระหว่างพนักงานและลูกค้า ทำให้ที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยมีปัญหากับลูกค้าเรื่องการซื้อประกัน" นายธวัชชัยกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนหาพาร์ต เนอร์ทางธุรกิจรายใหม่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมี 2 แห่ง คือ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต และ บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต นอกจากนี้ ยังมีแผนเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร จากปัจจุบันที่เน้นการขายเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย คาดว่าในปี 2559 จะเริ่มรุกกลุ่มลูกค้าองค์กรผ่านช่องทางขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ารวมประมาณ 20,000 ราย

สำหรับปีนี้ตั้งเป้ามีเบี้ยประกันภัยรับรวม 1,100 ล้านบาท เติบโต 25% และตั้งเป้ามีกำไรจากค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ย 20% หรือประมาณ 200 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 880 ล้านบาท เติบโต 8% จากประกันวินาศภัย 75% และประกันชีวิต 25%.

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ตั้งทริปเปิ้ล เอ พลัสฯ ที่ปรึกษาทางการเงิน เตรียมยื่นไฟลิ่งเข้า เอ็ม เอ ไอ กระจายหุ้นต้นปีหน้า

เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ตั้งทริปเปิ้ล เอ พลัสฯ ที่ปรึกษาทางการเงิน เตรียมยื่นไฟลิ่งเข้า เอ็ม เอ ไอ กระจายหุ้นต้นปีหน้า
เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ตั้งทริปเปิ้ล เอ พลัสฯ ที่ปรึกษาทางการเงิน เตรียมยื่นไฟลิ่งเข้า เอ็ม เอ ไอ กระจายหุ้นต้นปีหน้า
เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ประกาศแต่งตั้ง บริษัททริปเปิ้ล เอ พลัส แอดไวเซอรี จำกัด  เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เตรียมเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาด mai “ธวัชชัย ชีวานนท์” ผู้บริหารไฟแรงเผย ระดมทุนขยายกิจการ ทั้งสร้างระบบฐานข้อมูลอัจฉริยะเพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเข้าใจทุกความต้องการของลูกค้าในอนาคต อันจะนำมาสู่วิธีปิดการขายได้ง่ายขึ้น พร้อมตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้และปีหน้าโต 25% ขณะที่ FA มั่นใจ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เล็งกระจายหุ้นต้นปีหน้า

นายธวัชชัย ชีวานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยประกันภัยรถยนต์ และประกันชีวิต ที่ได้มาตรฐานระดับแนวหน้าของไทย เปิดเผยว่า  ขณะนี้บริษัทมีความพร้อมในทุกๆ ด้านแล้ว  ที่จะก้าวเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ    โดยได้แต่งตั้งให้ บริษัท ทริปเปิ้ล เอ พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ปัจจุบัน เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย ประกันภัยรถยนต์ และประกันชีวิต โดย มีสัดส่วน 75% เป็นเบี้ยประกันวินาศภัยประกันภัยรถยนต์ และ 25% เป็นประกันชีวิต ซึ่งในปี 2558 ตั้งเป้ายอดเบี้ยรับประกันรวมจะโตขึ้น 25% หรือคิดเป็นตัวเลข 1,100 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้นในอัตรา 25% เช่นเดียวกันในปี 2559

“ตลอดปี 2558 จนถึงขณะนี้ เบี้ยรับรวมยังคงเติบโตใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านภาพรวมเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงชะลอตัว และแม้ในช่วงครึ่งปีหลังภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่สดใส แต่ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยส่วนหนึ่งคือการจับมือ 5 พันธมิตรในธุรกิจประกัน จัดหาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่เป็นสินค้าเฉพาะของ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ กับพันธมิตร ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และนั่นจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ” นายธวัชชัย กล่าว

นอกจากนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯ ยังได้รับผลดีจากที่ผู้ประกอบการรถยนต์ค่ายใหญ่ต่างเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านยานยนต์ ซึ่งจะกระตุ้นให้ยอดขายประกันภัยรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และถึงแม้ภาพรวมตลาดรถยนต์ใหม่ๆ จะไม่โต แต่ประเมินว่าตลาดนี้ใหญ่มากพอที่จะเป็นช่องทางให้ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ เติบโตในธุรกิจประกันวินาศภัยประกันภัยรถยนต์ต่อไปได้ ด้วยการปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา  และจัดเตรียมเครื่องมือต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

กรรมการผู้จัดการ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ กล่าวต่อว่า สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะใช้ในการขยายธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยประกันภัยรถยนต์ และประกันชีวิต พร้อมกับลงทุนพัฒนาระบบ “ฐานข้อมูลอัจฉริยะ” ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลระบบไอทีที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า ได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เหมาะกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น โดยมั่นใจว่า “ฐานข้อมูลอัจฉริยะ” จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ เข้าใจทุกความต้องการของลูกค้าในอนาคต

“การตัดสินใจระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในครั้งนี้  ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัทฯ  ที่จะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจของ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ มีโอกาสเติบโตได้ดียิ่งขึ้นบนพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการที่ขยายตัวต่อเนื่องทุกปี เมื่อผนึกกับการมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้นจะเพิ่มความสามารถในการต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี  ซึ่งเชื่อว่า เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จะเป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเมื่อมีการเปิดให้จองซื้อหุ้นและเข้าซื้อขายในอนาคต” นายธวัชชัย กล่าวในที่สุด

นางสาวปิ่นมณี  เมฆมัณฑนา  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิ้ล เอ พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ที่วางใจเลือกบริษัทเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการนำหุ้นไอพีโอเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในครั้งนี้   โดยเชื่อว่า  เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ เป็นบริษัทที่จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผลประกอบการเติบโตในทิศทางที่ดีมาโดยตลอด นับตั้งแต่ก่อตั้ง และถือว่าเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัยและประกันชีวิตรายแรกที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงถือเป็นอีกบริษัทที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มในอนาคตที่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีกมาก   ตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะทำให้ประชาชนหันมาให้ความความสำคัญและสนใจในการทำประกันชีวิตมากขึ้น

สำหรับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาของเอเอสเอ็น โบรกเกอร์ เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 บริษัทมีเบี้ยรับรวม 887.70 ล้านบาท บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.17  จากปี 2556 โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้นจำนวน 153 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท สำหรับงวด 6 เดือนของปี 2558 สิ้นสุดมิถุนายน 2558 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้นจำนวน 79 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 12 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวม 130 ล้านบาท หนี้สินรวม 47  ล้านบาท และมีส่วนผู้ถือหุ้นรวม 83  ล้านบาทคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.56 เท่าทั้งนี้ บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 65 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 260 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท และมีทุนเรียกชำระแล้ว 50 ล้านบาท จะเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทต่อประชาชนในครั้งนี้รวมจำนวนทั้งสิ้น 60 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25  บาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 23.07 ของทุนจดทะเบียนของบริษัทฯภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เพื่อจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขออนุมัติการกระจายหุ้นให้กับประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)  ซึ่งคาดว่าจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลได้ภายในปีนี้และเข้าทำการซื้อขายในต้นปี 2559