วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิธีขัดคราบเหลือง ขุ่นมัว ล้างโคมไฟหน้าด้วยตัวเอง:ASN Broker ประกันภัยรถยนต์



วิธีขัดคราบเหลือง ขุ่นมัว ล้างโคมไฟหน้าด้วยตัวเอง:ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

ใครกำลังมีปัญหาโคมไฟหน้ารถขุ่นมัวหรือหมอง ไฟไม่สว่างพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบ้านรุ่นใหม่ๆ
สมัยนี้โคมไฟหน้าส่วนมากเป็นพลาสติกไม่ใช่แก้ว เมื่อใช้รถไปนานๆ เจอแดดเจอฝน
มีฝุ่นละอองหรือไอน้ำเล็ดลอดเข้าไปทำให้เกิดคราบขุ่นมัว ไม่สดใสทำให้รถดูเก่า
หรืออีกปัญหานึงคือเกิดจากความร้อนจากหลอดไฟที่สูงเกินไป หรือให้ความสว่างมากเกินไป
ก็เป็นสาเหตุให้เกิดคราบขุ่นเหลืองที่โคมไฟได้เช่นกัน อยากหาวิธีแก้แบบทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเงินจ้างอู่หรือคาร์วอชทำให้ เรามาดูวิธีเลย
วิธีทำความสะอาดโคมไฟหน้า
ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000 ตัดเป็นชิ้นแล้วแช่น้ำ จากนั้นราดน้ำลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม
ใช้กระดาษทรายที่แช่น้ำขัดเอาคราบเหลืองออก (ขณะที่ขัดนั้นควรให้ฉีดพรมน้ำไปด้วย) เมื่อขัดเสร็จเช็ดโคมไฟให้แห้ง
ใช้ครีมขัดรถป้ายที่โคมไฟจนทั่ว แล้วใช้ผ้าขนแกะหรือเครื่องปั่นขัดออก ทำซ้ำ 2-3 รอบจนกว่าโคมไฟจะกลับมาใสปิ๊งงงง...
โคมไฟหน้ารถบ้านแต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ในกรณีที่รถเราสามารถถอดไฟหน้าออกมาล้างได้ก็คงไม่มีปัญหา
แต่โดยมาแล้วรถเล็กส่วนใหญ่จะถอดไม่ได้ หากโคมไฟหน้ามีคราบเหลืองขุ่น มีรอยขีดข่วน ต้องใช้ยาขัดหยาบขัดแล้วใช้เครื่องปั่น
ซึ่งอาจจะทำด้วยเองไม่ได้ ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำเองก็อาจจะต้องนำเข้าอู่ คาร์วอช บริการล้างโคมไฟ
เลือกร้านที่ไว้ใจได้แล้วตกลงราคาค่าใช้จ่ายกันดีๆ อีกอย่างคือก่อนจะล้างโคมไฟหน้า
อย่าลืมเช็คดูร้านอะไหล่ประดับยนต์ว่าราคาของใหม่ ราคาขายเท่าไหร่ ถ้าซื้อของใหม่ราคาไม่สูงมาก
ก็เปลี่ยนใหม่ซะเลยดีกว่า คุ้มกว่ามานั่งขัด เพื่อความปลอดภัยของรถคุณเอง
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
 

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แซงซ้าย สรุปว่าผิดกฏหมายหรือไม่? : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์



แซงซ้าย สรุปว่าผิดกฏหมายหรือไม่? : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์ 

    การถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงบนทางหลวง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังคงมีผู้ใช้รถอีกจำนวนหนึ่ง ที่มีพฤติกรรม แช่ขวา คือการขับรถชิดขอบทางด้านขวา ด้วยความเร็วไม่มากนั่นเอง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูงกว่า ไม่มีพื้นที่ให้แซงขึ้นไป หากเจอพฤติกรรมเช่นนี้ จะปฎิบัติอย่างไรดี?

แซงซ้าย ผิดกฏหมาย!
      พรบ.จราจรทางบก ปี 2522 หมวด 2 มาตรา 45 ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถแซงหน้ารถคันอื่นทางด้านซ้าย ด้วยเหตุนี้แล้ว การแซงซ้ายนั้นถือว่าผิดกฏหมายเต็มๆ

อ้าว! แล้วพวก แช่ขวา ล่ะ
     อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มผู้ใช้รถบางคน ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำในช่องเดินรถขวาสุด โดยไม่สนใจว่ามีรถคันหลังที่ใช้ความเร็วสูงกว่า ซึ่งเหตุผลที่มักพบอยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น สภาพผิวถนนเลนซ้ายไม่ดี วิ่งเลนขวาสบายใจกว่า หรือ ผู้ขับขี่อาจคิดว่าตนใช้ความเร็วตามกฏหมายกำหนดแล้ว ไม่จำเป็นต้องชิดซ้าย
     การขับช้าขวางเส้นทางนั้น ผิดพรบ.การจราจรทางบก มาตรา 35 ระบุว่า รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่ารถคันอื่น ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบเดินรถทางซ้ายเท่าที่จะกระทำได้ โดยมิได้กล่าวถึงอัตราความเร็ว หมายความว่า ถึงแม้จะใช้ความเร็วสูงสุดตามที่กฏหมายกำหนดแล้วก็ตาม คุณจำเป็นต้องใช้เลนทางซ้ายมืออยู่ดี โดยให้รถที่เร็วกว่า สามารถแซงไปทางขวาได้

แช่ขวา ยังไงก็ไม่หลบ แซงซ้าย ก็ผิดกฏหมาย แล้วจะให้ทำอย่างไร?
     อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัตินั้น ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรม แช่ขวา ยังคงมีให้เห็นในถนนบ้านเรา แม้จะให้สัญญาณไฟขอทาง หรือสัญญาณแตรแล้วก็ตาม กฎหมายจึงระบุข้อยกเว้นในมาตรา 45 (2) ว่าผู้ขับขี่สามารถแซงขึ้นไปทางซ้ายได้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้รถต่อแถวกันยาวเป็นหางว่าวเนื่องจากต้องต่อท้ายรถที่มีพฤติกรรมดังกล่าว
     สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาที่พบอยู่บ่อยๆ คือ เมื่อสามารถแซงขึ้นไปทางซ้ายได้แล้ว ผู้ขับขี่บางคนอาจมีความรู้สึกโกรธแค้นจนก่อให้เกิดการ เอาคืน ด้วยการปาดหน้ากระชั้นชิด หรือแซงขึ้นหน้าแล้วเหยียบเบรคแรงๆ สิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุยิ่งกว่า ให้ลองคิดว่าหากรถที่ขับช้านั้น เป็นญาติพี่น้องเราเอง เราคงไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้น
     ทางที่ดีเมื่อแซงได้แล้ว ก็ขับต่อไปโดยไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้กฎหมายเป็นผู้จัดการเขาเอง

พื้นผิวจราจรเลนซ้ายไม่ดี บางทีก็ต้องเห็นใจ!
     พื้นผิวทางหลวงข้ามจังหวัดบางเส้นนั้น มีสภาพค่อนข้างแย่ การขับขี่บนถนนขรุขระเช่นนั้น อาจทำให้รถเกิดความเสียหายได้ด้วยเหมือนกัน ข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับผู้รักรถ คือ ผู้ขับอาจใช้เลนขวาที่สภาพถนนเรียบกว่าได้ แต่ต้องหมั่นมองกระจกหลังเป็นระยะ หากพบว่ามีรถวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ให้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย พร้อมหลบเข้าเลนทางซ้ายไปก่อน
     แต่ต้องพึงระลึกไว้ว่า ช่องทางเดินรถขวาสุด มีไว้สำหรับรถที่วิ่งเร็วกว่า ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ตำรวจทางหลวงเรียกได้เสมอ ทางที่ดีปฏิบัติตามกฎจราจรได้จะดีที่สุด
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
 

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เกียร์ออโต้ อันตรายถึงชีวิตจริงหรือ? : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์



เกียร์ออโต้ อันตรายถึงชีวิตจริงหรือ? : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

         
     เรามักจะได้ยินข่าวเรื่องของรถที่พุ่งลงแม่น้ำ หรือตกลงมาจากตึก จนเป็นเหตุสลดตามหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวอยู่เรื่อยๆ
ซึ่งบ่อยครั้งที่มักลงเอยด้วยการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ เกียร์อัตโนมัติ ได้อย่างไร

   
     รถตกน้ำ-ตกตึก สาเหตุเกิดจากอะไร
     ผู้ขับขี่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากเราขยับคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง D รถจะสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เอง
โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ซึ่งปกติรถจะทำความเร็วได้ประมาณ 10 กม./ชม. และอาจมากกว่านั้นหากเป็นทางลาด
     สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเข้าเกียร์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะคันเกียร์สามารถขยับจากตำแหน่งว่าง (N)
มาเป็น D ได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม การเอี้ยวตัวไปหยิบสิ่งของในรถ อาจทำให้อวัยวะบางส่วนของร่างกาย
ไปเลื่อนตำแหน่งคันเกียร์จาก N ไปยัง D โดยไม่ตั้งใจ รถจึงเคลื่อนที่ได้เองโดยไม่รู้ตัว
     หากผู้ขับขี่มีความชำนาญก็จะเหยียบเบรคในทันที ทำให้ไม่เกิดความเสียหายใดๆ แต่ผู้ขับขี่ที่ไม่ชำนาญ
อาจตัดสินใจในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ถูก และเผลอไปเหยียบคันเร่งซ้ำเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเบรค
ทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนเกิดตามมา

        

      อีกกรณีหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุคล้ายๆกัน นั่นคือ การจอดรถในตำแหน่งเกียร์ D โดยไม่เหยียบเบรค
แต่ใช้ทางเนินลาดชัน หรือร่องถนน หรือที่ห้ามล้อใดๆก็แล้วแต่ (ลองนึกถึงขอบปูนสำหรับถอยหลังเข้าซองตามห้างสรรพสินค้า)
เป็นตัวยับยั้งไม่ให้รถเคลื่อน โดยหารู้ไม่ว่าการตัดต่อของระบบคอมเพรสเซอร์แอร์ มีผลทำให้กำลังของรถเพิ่มขึ้น
ทำให้เมื่อแอร์ตัด รถจะสามารถเคลื่อนที่ผ่านสิ่งกีดขวางเหล่านั้นได้เอง โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง
     อันตรายขนาดนี้วิธีป้องกันทำอย่างไร
     จริงๆแล้วการใช้เกียร์อัตโนมัติไม่ได้อันตรายขนาดนั้น เพียงแต่ผู้ขับต้องไม่ประมาท และปฏิบัติขั้นตอนการขับขี่อย่างถูกวีธี
     หากผู้ขับจำเป็นต้องเอื้อมหรือหันตัวไปทางด้านข้างหรือด้านหลัง ควรใส่เกียร์ที่ตำแหน่ง P เสียก่อน
เพื่อป้องกันการเข้าเกียร์โดยไม่ตั้งใจ และไม่ควรใช้ขอบปูน หรือที่ห้ามล้อใดๆเป็นตัวช่วยไม่ให้รถเคลื่อนโดยไม่เหยียบเบรค
เนื่องจากรถยังมีแรงส่งตลอดเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
     สำคัญที่สุดคือการใช้รถอย่างชำนาญ เพื่อที่จะสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ถูกวิธี
การสับสนกันระหว่างแป้นคันเร่งและเบรคอาจดูเป็นเรื่องตลกสำหรับผู้ชำนาญ
แต่เกิดขึ้นจริงกับมือใหม่หัดขับทั้งหลาย ซึ่งต้องได้รับการเรียนรู้จนเกิดเป็นความเคยชิน

 ขอบคุณภาพจาก Matichon Online
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
 

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หยุดรถให้คนข้ามถนน เรื่องง่ายๆ...ที่น้อยคนจะทำ : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์



หยุดรถให้คนข้ามถนน เรื่องง่ายๆ...ที่น้อยคนจะทำ : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

 
ในเมืองไทยเรา การถือเป็นเรื่องลำบากยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวง เนื่องจากผู้ขับขี่รถยนต์ต่างมองว่าเมื่ออยู่บนถนนรถยนต์ต้องมาก่อนเสมอ
     ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ที่หากผู้ขับขี่เห็นว่ามีคนกำลังต้องการข้ามถนน รถทุกคันก็จะชะลอความเร็วลงและหยุดให้คนข้ามไปก่อน
     ซึ่งประเทศในทวีปยุโรป มักมีกฏหมายระบุไว้ชัดเจน ว่าหากไม่หยุดรถให้คนข้ามถนนบนทางม้าลาย
อาจถูกปรับเป็นเงินถึง 300 ยูโร หรือราว 12,600 บาทเลยทีเดียว
     ในบางประเทศอย่างสิงคโปร์ การข้ามถนนในที่ห้ามข้าม ถือว่ามีความผิดเช่นกัน โดยถูกปรับเป็นเงิน 500
เหรียญหรือราว 12,500 บาท แต่หากมีครั้งที่ 2 จะถูกจำคุกสูงสุดถึง 3 เดือนเลยทีเดียว
     ส่วนกฏหมายไทยเราระบุไว้ชัดเจนว่า หากขับรถชนคนข้ามจนได้รับบาดเจ็บ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
หรือหากชนคนเสียชีวิต ผู้ขับต้องโดนข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี
โดยยังไม่รวมค่าเสียหายในทางแพ่ง
 
     พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 104 ระบุไว้ว่า ภายในระยะไม่เกิน 100 เมตร นับจากทางข้าม
ห้ามมิให้คนเดินเท่าข้ามทางนอกทางข้าม นั่นหมายความว่า หากมีทางม้าลายหรือสะพานลอยในระยะ
100 เมตรจากจุดที่จะข้าม เราจำเป็นต้องเดินไปข้ามยังทางม้าลายนั้นๆ
     ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ควรพึงระลึกไว้เสมอว่า หากเกิดอุบัติเหตุรถชนคนขึ้นมา ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายประมาทก็ตาม
แต่ผู้ที่ถูกชนอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ ในขณะที่ผู้ขับขี่อาจเสียหายเพียงแค่ทรัพย์สินเท่านั้น
ผู้ใช้รถจึงควรระวังคนบนถนนเป็นพิเศษ หากคิดว่าสามารถหยุดรถได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการชนท้าย ก็ควรหยุด
หรือหากพบว่าเสี่ยงเกินไปที่จะหยุดรถ ก้อควรให้สัญญาณแตรเล็กน้อย เพื่อเป็นการเตือน
พร้อมชะลอความเร็วลงด้วย เผื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดจะได้แก้ไขทัน
     มีน้ำใจให้กันอีกสักนิด คนและรถจะได้ใช้ถนนร่วมกันอย่างปลอดภัยไงครับ
 ขอบคุณข้อมูลและอนิเมชั่นจาก การส่งเสริมการสร้างความเอื้ออาทรบนท้องถนน
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อาการของรถต้องรีบเข้าอู่ ! : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์



อาการของรถต้องรีบเข้าอู่ ! : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

 
     อาการผิดปกติของรถที่ควรรีบเช็กและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนจะเกิดความเสียหายมากขึ้นกว่าเดิม ได้แก่ เครื่องยนต์ ถ้าร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูง, เย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก, มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์

     ยาง หากดอกยางตรงกลางล้อสึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป, ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป, ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง , ดอกยางเป็นบั้งๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ ควรนำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางใหม่

     คลัตช์ ที่มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ อย่าละเลยอาการเหล่านี้ เช่น คลัตช์ลื่น หรือเข้าคลัตช์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตช์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก, คลัตช์มีเสียงดังเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์, แป้นคลัตช์สั่นขึ้นๆ ลงๆ ขณะกำลังขับ

     เกียร์ จะทำหน้าที่เปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับความเร็ว สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหาคือ มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่, เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน, มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ทั้งที่เหยียบคลัตช์แล้ว ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา

     พวงมาลัย ที่มีปัญหาเหล่านี้ จะทำให้อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ยางเฟืองท้ายชำรุดตามไปด้วย ได้แก่ พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว, พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว, พวงมาลัยสั่นในขณะขับ ควรนำเข้าศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

     เบรก ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เช่น เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้จะไม่ได้ลุยน้ำ, เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง, แป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้งที่ถอนเท้าออกมาแล้ว ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกทันที

     ไฟชาร์จ ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่อง และเมื่อสตาร์ตติดแล้ว ครู่หนึ่งก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ รีบนำรถเข้าอู่ไดชาร์จหรือระบบไฟ

     หลอดไฟ ถ้าขาดบ่อยหรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยเกินไป แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า "เรกูเลเตอร์" ทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมชำรุด ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมเรกูเลเตอร์ หรือหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

    น้ำมันหล่อลื่น ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับขี่รถยนต์ หมายถึงว่า เครื่องยนต์กำลังทำงาน โดยปราศจากน้ำมันหล่อลื่น รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันที แต่ถ้าอู่อยู่ไกลให้เติมน้ำมันเครื่องใส่ลงในถังน้ำมันหล่อลื่นไปก่อนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ควรใช้รถลากไปอู่ซ่อม
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
 

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิธีดูแลรถเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ:ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

วิธีดูแลรถเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ:ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

  หากคุณมีเหตุจำเป็นให้ต้องจอดรถทิ้งไว้นานเป็นเดือน เช่น ไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ หรือบางบ้านมีรถหลายคัน บางคันจอดไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้งาน ถ้าไม่เอาไปประกาศขายเป็นรถมือสอง มาดูกันดีกว่าว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร
1. ล้างรถให้สะอาด เพื่อไม่ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกเกาะอยู่ที่สีรถนานเกินไปจนยากที่จะล้างออก ดูดฝุ่นภายในรถและถอดซักพรมปูพื้นได้ด้วยยิ่งดี
2. จอดรถไว้ในที่ร่ม กันแดดกันฝนได้ และหาผ้าคลุมรถไว้ ไม่ควรจอดใกล้สถานที่ชื้นแฉะหรือใกล้ถังขยะเพราะอาจมีโอกาสที่หนูเข้ามาอาศัยหรือทำรังใต้กระโปรงรถ
3. เติมลมยางให้แข็งกว่าปกติ การจอดรถทิ้งไว้นานๆ น้ำหนักที่กดทับอาจทำให้ยางเสียรูป ควรเติมลมยางให้มากกว่าปกติเพื่อให้มีลมมากพอที่จะรักษารูปทรงของโครงสร้างยางให้เป็นปกติได้มากที่สุด
4. ถอดแบตเตอรี่ออก เพื่อไม่ให้แบตหมด เนื่องจากรถยนต์จะยังคงดึงไฟจากแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลาแม้จะไม่ได้สตาร์ทเครื่อง (ควรศึกษาข้อมูลก่อนถอดแบตเตอรี่ออก)
5. เช็คระดับของเหลวในเครื่องยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ เพื่อหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ให้เกิดสนิม
6. หาคนมาสตาร์ทเครื่องให้สัปดาห์ละครั้ง (ถ้าเป็นไปได้) สตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ 10-15 นาที หรือติดเครื่องเดินเบาสลับเหยียบคันเร่ง และเดินหน้าถอยหลังเพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนน กรณีนี้ไม่ต้องถอดแบตออก

สิ่งที่ต้องตรวจเช็คก่อนจะนำรถกลับมาใช้อีก
 
1. แบตเตอรี่ หากสตาร์ทติดได้ดี หรือสตาร์ททีเดียวติดก็แสดงว่าแบตเตอรี่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นรถเก่าหรือมีปัญหาไฟรั่วอาจจะมีปัญหาสตาร์ทไม่ติด อาจต้องเข็นสตาร์ทหรือพ่วงแบตสตาร์ท
2. ระดับของเหลว ก่อนใช้รถควรเปิดฝากระโปรงเพื่อตรวจเช็คน้ำในหม้อน้ำ ระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก ว่าอยู่ในระดับปกติ มีการรั่วซึมหรือไม่ ถ้ามีรอยรั่วซึมควรเข้าศูนย์ไปตรวจเช็ค
3. ยาง ลมยางที่เพิ่มไว้อาจมีพร่องลงไปบ้างเล็กน้อย ปกติยางถ้าไม่ได้ใช้เฉลี่ยเดือนนึงอาจลดลงราว 1-2 ปอนด์
4. ระบบไฟ ทดลองเปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรกทำงานปกติไหม
5. ยางปัดน้ำฝน ความร้อนที่สะสมอาจทำให้ยางเสื่อมสภาพหรือเสียรูปทรง ฉะนั้น หากพบว่าใบปัดเสื่อมสภาพ แตกร้าว กวาดน้ำได้ไม่เกลี้ยงเหมือนเดิม ก็คงต้องเปลี่ยนใหม่สถานเดียว
เห็นไหมว่าไม่ยากเลย สละเวลาดูแลเมื่อต้องจอดทิ้งไว้สักหน่อยและอย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถก่อนกลับมาขับกันด้วย ใครมีไอเดียอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ก็เอามาแชร์กันได้นะ
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

7 วิธี ขับประหยัดกับเกียร์ ออโต้ : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์



7 วิธี ขับประหยัดกับเกียร์ ออโต้ : ASN Broker ประกันภัยรถยนต์

ช่วงนี้แม้ราคาน้ำมันอาจจะลงไปแล้วหลังนโยบายรัฐบาลตัดสินลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันส่งผลให้ราคาทรุดฮวบไปในทันใด
แต่ถึงจะเริ่มวางใจได้แต่นโยบายนี้ก็เปิดมาแล้วว่าเป็นเพียงแค่ชั่วคราว และการประหยัดที่แท้จริงยังอยู่กับเราๆท่านๆเหมือนเดิม
หลายครั้งที่เราออกมาพูดเรื่องการประหยัดน้ำมันปาวๆ ทำโน่นนี่นั่น แต่ครั้งนี้เราจะต่างออกไปด้วยการพูดถึงเทคนิคการขับเสียส่วนใหญ่
ที่คราวนี้เราขอตามกระแสกับ 7 เทคนิคที่คุณต้องรู้เอาไว้ ถ้าคุณกำลังใช้รถเกียร์อัตโนมัติ
 
 
 
 
 
 
 
 
1.รู้จักรถยิ่งขับยิ่งประหยัด เราหลายคนรู้จักรถดีขับมันทุกวันแต่ไม่คุ้นเคยกับนิสัยของมันเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่น่าแปลก
เพราะการขับขี่นั้นจำเป็นต้องรู้จักรถให้ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องจดจำคือช่วงที่แรงบิดสูงสุดถูกเรียกออกมา ซึ่งจะมีประโยชน์มากยามเร่งแซง
2.Walking Speed หลายคนที่ขับรถนั้นไม่ค่อยคุ้นกับคำนี้เท่าไรนักแต่ walking Speed
นั้นหมายถึงการที่รถยนต์สามารถเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยที่เราไม่ต้องแตะคันเร่ง ตามปกติสำหรับแล้ว
Walking speed คือสิ่งที่เราทำกันอยู่ประจำยามที่เราไม่ได้เดินคันเร่ง ซึ่งมีประโยชน์ตอนที่กาจราจรติดขัดหรือตอนเข้าที่จอดรถ เพราะยิ่งเร่งน้อยก็ยิ่งประหยัด
3 เกียร์ L ขึ้นทางชันรับรองว่าประหยัดกว่า ในการขึ้นทางชันนั้นเราหลายคนมักละเลยในการเปลี่ยนโหมดเกียร์มาใช้เกียร์ L
ด้วยความสะดวกเข้าว่า ความจริงแล้วถามว่าผิดหรือคำตอบคือไม่ แต่มันไม่เหมาะสม เพราะเกียร์ D นั้นจะทำการเปลี่ยนเกียร์
แต่ในการขึ้นทางชันที่แรงต้านทานจากเนินสูง โดยเฉพาะการขึ้นที่จอดรถ การใช้เกียร์ L
โดยใช้กำลังแรงบิดเครื่องส่งขึ้นนั้นจะทำให้รถไม่ต้องออกแรงสู้กับเนินมากผลคือประหยัดกว่า ชัวร์!
4.คิกดาวน์อย่าทำบ่อยถ้าไม่จำเป็น การคิกดาวน์ในเกียร์อัตโนมัตินั้นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสร้างความสะดวกสบาย
ในการเร่งแซง แต่มันก็ต้องแลกมาดัวยอัตรากินน้ำมัน ซึ่งแม้ระบบเกียร์ปัจจุบันจะมีการพัฒนาให้ตอบสนองได้ดีส่งกำลังได้มากยิ่งขึ้น
แต่การคิกดาวน์ก็ยังเปรียบได้ดั่งการกระชากเกียร์อยู่ดี
หลายคนที่ขับเกียร์อัตโนมัติเข้าใจว่าการคิกดาวน์นั้นเป็นหนทางเดียวที่เร่งแซง แต่ความจริงแล้วนอกจากที่ปลายเท้าแล้วยังมีการใช้ระบบ
Overdrive หรือ O/d ซึ่งทำให้เกียร์เปลี่ยนอย่างนิ่มนวลมากกว่าการคิกดาวน์หรือบางคันเป็นตำแหน่ง 3/D3 ตามแต่ยี่ห้อรถ
5 คันเร่งเดินให้เนียน หลายคนที่ไม่ได้ฝึกขับรถอย่างจริงจังนั้นมักจะไม่ทราบว่าการเดินคันเร่งนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่งชีพในการพิชิตความ
ประหยัดที่จะใช้น้ำมันทุกหยดให้คุ้มค่า การใช้คันเร่งนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากในรถเกียร์ออโต้ เพราะเมื่อเรากดคันเร่งลึกไประบบเกียร์ก็
จะคิกดาวน์หรือน้อยไป รถก็วิ่งแบบคลานๆ เราต้องหาความพอดี โดยอาจจะใช้วิธีกดเร่งไปถึงระดับความเร็วที่ต้องการก่อนแล้วผ่อนรักษา
ความเร็ว ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่ให้การประหยัดน้ำมันที่ดีทีเดียว และที่สำคัญไปกว่านั้นพยายามรักษาความเร็วให้คงที่ตลอดทาง หากรถคุณมี
ระบบ Cruise Control อย่าลืมที่จะใช้มันในการขับขี่
6.เบรคให้น้อยชะลอบ่อยๆ เราหลายคนที่ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ที่ชินกับการเร่งและเบรคนั้น อาจจะไม่ค่อยมีสไตล์การขับขี่ที่ใช้วิธี
ชะลอความเร็วเหมือนคนที่ขับรถเกียร์รรมดา ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากความคุ้นเคย แต่เชื่อหรือไม่การชะลอความเร็วโดยไม่เบรคนั้น
เป็นหนึ่งในกระบวนการของวิธีประหยัดน้ำมันด้วย

เรื่องนี้ฟังดูไม่น่าเกี่ยวกันแต่มันคือข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อเราเบรคลดลมจากท่อไอดีจะถูกดูดมาที่หม้อลมเพื่อลดการทำงานของเครื่องยนต์
ซึ่งจะมีอัตราลดลงมากกว่าการที่เราไม่เหยียบคันเร่งหรือชะลอความเร็ว นี่ยังไม่นับการสูญเสียน้ำมันกับการเร่งเมื่อความเร็วลดลงกว่าที่
ขับปติ ซึ่งเท่ากับการซดน้ำมัน 2 เท่าตัว
7.หัดใช้เทคโนโลยีใหม่ ปัจจุบันรถยนต์เกียร์ออโต้หลายรุ่นเริ่มมีการติดตั้งระบบ start/stop function
เข้ามาเพื่อหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราว ระบบนี้ช่วยคุณประหยัดได้มาก-มาที่สุดในสภาวะการจราจรที่ติดขัด
เพราะเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานก็หยุดจ่ายน้ำมัน ผลคือประหยัดแน่นอน ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ไว้
โดยปกติแล้วระบบดังกล่าวจะทำงานเมื่อเราเหยียบแป้นเบรคเป็นระยะเวลานานๆ ส่วนวิธีการรีสตาร์ทเครื่องนั้นก็เพียงกดคันเร่งก็สามารถขับขี่ต่อได้
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายระบบที่สำคัญต้องลองหัดดูครับ
ทั้ง 7 ข้อนี้เป็นเพียงเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้คุณสามารถเซฟเงินในกระเป๋าได้เมื่อขับรถเกียร์ออโต้
ที่แม้ราคาน้ำมันในชั่วโมงนี้อาจจะยังไม่น่าห่วงแต่ฝึกเอาไว้ให้ชินจะมีประโยชน์มากเมื่อยามน้ำมันกลับมาแพง
 
ขอบคุณที่มา:http://auto.sanook.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย Asn Broker
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง Asn Broker Blog ,Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen ,
Asn Broker Wikidot , Asn Broker on Wordpress
 , Asn Broker Journal Blog
ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Asn Broker?Campaign
ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์