วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับล้อแม็ก ภาค 2 โดย Asn Broker,การประกันภัยรถยนต์ (asnbroker)


ในบทความที่แล้ว เราได้พูดถึงเรื่องล้อแม็กกันไปแล้วนะครับ (ย้อนไปอ่านความเดิมตอนที่แล้ว) วันนี้เราจะมาดูเรื่องต่างๆ ของยางกัน แล้วยังแถมสูตรคำนวนหาค่า OD (เส้นผ่าศูนย์กลางของล้อกับยางรวมกัน)

การหาขนาดเส้นผ่าสูนย์กลางล้อกับยางรวมกัน (OD)
SW (Section Width)  = ความกว้างของหน้ายาง
SH  (Sidewall Height) = ความสูงของแก้มยาง
RD  (Rim Diameter)    = ขนาดเส้นผ่านศูนกลางล้อ
OD  (Overall Diameter) = ขนาดเส้นผ่าสูนย์กลางล้อกับยางรวมกัน

วิธีการคำนวน
[SW x SH] / 100 = A
[ A x 2 ] / 25.4 = B
B + RD = OD


ตัวอย่าง
ขนาดยาง
215/45/17

SW = 215
SH = 45
RD = 17

[215 x 45] / 100 = 96.75
[ 96.75 x 2 ] / 25.4 = 7.61
7.61 + 17 = 24.61"

เปลี่ยนหน่วย (in) เป็น (cm)
OD" x 2.54 = OD cm
24.61" x 2.54 = 62.50 cm

ยางขนาด 215/45/17 มีเส้นผ่านศูนย์กลางล้อและยาง 62.50 เซ็นติเมตรครับ

ด้านล่างเป็นขนาดยางต่าง ๆ กัน ที่ผมลองคำนวนมาให้ เอาไว้คำนวนขนาดยางเผื่อใครที่เปลี่ยนขนาดล้อ ว่าล้อใหญ่กว่าเดิมเท่าไหร่ เล็กกว่าเดิมเท่าไหร่ จะได้ไม่ติดซุ้ม หรือไมล์ไม่เพี้ยนไปจากเดิมมากนัก

ขนาดยาง
แม็ก 15"
195/50/15   22.67"   57.58 cm
195/55/15   23.44"   59.53cm

แม็ก 16"
195/55/16   24.44"   62.07 cm
205/45/16   23.26"   59.08 cm
205/50/16   24.07"   61.13 cm
205/55/16   24.87"   63.16 cm
215/45/16   23.61"   59.96 cm
215/50/16   24.46"   62.12 cm
215/55/16   25.31"   64.28 cm

แม็ก 17"
205/40/17   23.45"   59.56 cm
205/45/17   24.26"   61.62 cm
205/50/17   25.07"   63.67 cm
215/40/17   23.77"   60.37 cm
215/45/17   24.61"   62.50 cm
215/50/17   25.46"   64.66 cm
225/40/17   24.08"   61.16 cm
225/45/17   24.97"   63.42 cm
235/40/17   24.40"   61.97 cm
235/45/17   25.36"   64.41 cm

แม็ก 18"    
215/35/18   23.92"   60.75 cm
215/40/18   24.77"   62.91 cm   
225/35/18   24.29"   61.69 cm
225/40/18   25.08"   63.70 cm

ยาง 
ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งชิ้นนึงที่ไม่ควรมองข้ามเพราะยางเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ระหว่างตัวรถกับพื้นถนน ฉะนั้นเราควรรู้เรื่อง Basic ของยางบ้าง

ขนาดของยาง 
โดยปกติทั่วไปจะรู้กันแต่เพียงขนาดยางตามเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ เช่น "เฮีย ยางใส่ล้อ 16 นิ้ว เส้นเท่าไหร่" หรือ "โอ้แม่เจ้า ยางรถคันนั้นแม่งโคตรบางเลย" ทั้งหมดนี้พูดถึงขนาดของยางแต่หมายถึงคนละส่วนกัน 
ขนาดของยางประกอบไปด้วย 5 ส่วนที่มีความสัมพันธ์กัน 

ส่วนที่ 1: ความกว้างของหน้ายาง (tire width) คือความกว้างของยางที่สัมผัสพื้นถนน(จริงๆแล้วคือความกว้างระหว่างแก้มยางใน และนอก แต่มันก้อคือๆกัน) มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร (mm)

ส่วนที่ 2: อัตราส่วนของความกว้างของหน้ายาง หรือที่เรียกว่าความสูงของแก้มยาง (Aspect Ratio) มีหน่วยเป็น percent เช่น ถ้าอัตราส่วน = 50 และหน้ายางกว้าง 205 มิล ความสูงของแก้มยาง = .50 x 205 = 102.5 มิล แต่ตัวเลขที่เห็นบนยางไม่ใช่ 102.5 แต่เป็น 50 (อัตราส่วน) ถ้าตัวเลขนี้น้อยจะหมายถึงแก้มยางที่บาง ส่วนมากมาในรูป 70 65 60 55 50 45 40 บลาๆ

ส่วนที่ 3: โครงสร้างของยาง (Construction)
R - Radial ยางเรเดียล ไม่มีใยเหล็ก
D - Diagonal Belt ยางเสริมใยเหล็กแนวเฉียง
B - Bias Belt ยางเสริมใยเหล็กเบี่ยง
ยางรถทั่วไปสมัยนี้จะเป็น R ส่วนมาก

ส่วนที่ 4: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อที่ใช้กับยาง (Diameter) มีหน่วยเป็นนิ้ว (inches)

ส่วนที่ 5: หน่วยการรับน้ำหนักกับหน่วยความเร็วสูงสุด (Service Description & Speed Index) บ่งบอกถึงน้ำหนักสูงสุดที่ยางรับได้ รวมถึงความเร็วสูงสุดที่ยางวิ่งได้ เช่น 90H: 90 หน่วยรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 600 กิโลกรัมต่อยางหนึ่งเส้น, H หน่วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ตารางแสดง ดัชนี การรับน้ำหนัก ของ ยางรถยนต์ ( Load Index ) ตามตัวเลข ที่แสดงไว้
ดัชนี ที่แสดงไว้ตรงด้านข้างของยาง คือประสิทธิภาพสูงสุดในการรับน้ำหนัก ในขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด
ตัวเลขดัชนี
กิโลกรัม
ตัวเลขดัชนี
กิโลกรัม
ตัวเลขดัชนี
กิโลกรัม
65
290
85
515
105
925
66
300
86
530
106
950
67
 307
87
 545
107
 975
68
 315
88
 560
108
 1000
69
 325
89
 580
109
 1030
70
 335
90
 600
110
 1060
71
 345
91
 615
111
 1090
72
 355
92
 630
112
 1120
73
 365
93
 650
113
 1150
74
 375
94
 670
114
 1180
75
 387
95
 690
115
 1215
76
 400
96
 710
116
 1250
77
 412
97
 730
117
 1285
78
 425
98
 750
118
 1320
79
 237
99
 775
119
 1360
80
 450
100
 800
120
 1400
81
 462
101
 825
121
 1450
82
 475
102
 850
122
 1500
83
 487
103
 875


84
 500
104
 900



ตารางแสดง สัญลักษณ์ ของ ความเร็ว Speed Symbol 
สัญลักษณ์ อักษร
ความเร็วสูงสุด ( กม./ชม.)
ความเร็วสูงสุด ( ไมล์./ชม.)
N
140
87
P
150
93
Q
160
99
R
170
106
S
180
112
T
190
118
H
210
130
V
240
149
W
270
168
Y
300
186

สัญลักษณ์ กลุ่ม
ความเร็วสูงสุด ( กม./ชม.)
ความเร็วสูงสุด ( ไมล์./ชม.)
ZR
240
149 และ มากกว่า

ในบางกรณี ยางบางรุ่นใช้ ZR ซึ่ง หมายถึงยางเรเดียลที่วิ่งได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
สำคัญนะ ก่อนเหยียบเร็วมากๆ ควรดูจุดนี้ของยางก่อนนะ ถ้าใช้เกินความเร็วที่ระบุไว้นานกว่า 5 นาทีจะทำให้หน้ายางร้อนจนละลายได้ เลยขอเตือนไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ตัวอย่าง ตัวเลข + ตัวอักษรที่อยู่บนยาง = 205/50R16 91Y มีความหมายดังนี้
205 คือส่วนที่ 1 (ความกว้างของหน้ายาง)
  50 คือส่วนที่ 2 (อัตราส่วนความกว้างของหน้ายาง)
   R คือส่วนที่ 3 (ยางเรเดียล)
  16 คือส่วนที่ 4 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ)
91Y คือส่วนที่ 5 (บรรทุกได้ไม่เกิน 615 กิโลต่อเส้น และ ขับเร็วได้ไม่เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
ในบางกรณีอาจจะมีระบุแบบนี้ 235/45ZR17 ซึ่ง ZR มีความหมายแบบเดียวกับตารางข้างต้นในส่วนที่ 5 

ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ประเภทของยาง 
ยางแบ่งประเภทตามรถ และแบ่งย่อยตามลักษณะการใช้งาน โดยทั่วไปจะแบ่งในลักษณะนี้ 
- ยางรถยนต์บ้าน (รวมรถ sport รถแต่งด้วย) 
- ยางแข่ง: มีร่องดอกยางน้อย เป็นยางที่นิ่ม เกาะถนนมาก หมดเร็วมาก ไมสามารถรีดน้ำได้(ยกเว้นยางแข่งพื้นเปียก) ราคาแพงมากๆ
- ยางสมรรถนะสูง: ยางแข็งขึ้นมาหน่อย เกาะถนน หมดเร็ว รีดน้ำได้ ราคาแพง ส่วนมากมีสียงค่อนข้างดังเวลาวิ่ง Ex. Bridgestone Potenza RE050 Pole Position, Michelin Pilot Sport, Falken Azenis Sport, Yokohama Advan Neova, Toyo Proxes ST1
- ยางทุกฤดู: แข็งขึ้นอีก เกาะถนนน้อยลง ดอกยางละเอียด ใช้ได้ดีในฤดูฝน เงียบ ราคาไม่แพงมาก Ex. Michelin Energy, Falken Azenis ST115, Bridgestone Potenza
- ยางธรรมดา: ยางแข็ง ใช้ได้นานทนทาน ราคาถูก เกาะถนนน้อยกว่ารุ่นอื่น
- ยางรถกระบะและรถบรรทุกเบา
- ยางขนของหนัก: ตัวยางจะหนาพิเศษ
- ยาง off road: ดอกยางใหญ่และลึก
- ยางรถบรรทุกหนักและยางรถที่ใช้ในอุตสาหกรรม 
ทั้งนี้ในการเลือกควรนึกถึงความต้องการและการใช้งานเป็นหลัก 

ดอกยาง 

โดยทั่วไป ในทางวิชาการ จะแบ่งดอกยางออกเป็น 3 ลักษณะคือ 
ยางแบบ2 ทิศทาง1.) ดอกยาง แบบ 2 ทิศทาง Dualดอกยาง ประเภทนี้ จะสามารถ ทำการ สลับยาง ได้ทุกตำแหน่ง ลักษณะมี ดอกยาง สวนทางกัน  จึงไม่เน้นในเรื่องของ ความเร็วสูงมากนัก แต่ก็ใช้ได้อย่าง สะดวกสบาย 





ยางรถยนต์แบบทิศทางเดียว

2.) ดอกยาง แบบทิศทางเดียว Rotation
ดอกยางจะมีลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังมีสัญญาลักษณ์ลูกศรแสดงไว้ที่บริเวณแก้มยาง เพื่อบ่งบอกถึงตำแหน่งของการหมุนของล้อให้เราสามารถใส่ได้อย่างถูกต้อง ดอกยางประเภทนี้ ถูกออกแบบมาให้สามารถรีดน้ำได้ดีกว่าประเภทแรก เพื่อประโยขน์ในการควบคุมการทรงตัวในขณะใช้ความเร็วได้ดี



ยางรถยนต์ แบบ Asysimetic

3. ดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน Asysimaticดอกยางจะมีลักษณะเป็นดอกยางที่ไม่เท่ากัน ด้านหนึ่งจะหนากว่าอีกด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับการขับขี่แบบเข้าโค้ง หรือ เหมาะสำหรับในรถยนต์บางยี่ห้อ ที่ออกแบบให้การขับขี่มีการเข้าโค้งในความเร็วสูง แต่สำหรับบ้านเราก็อาจมีไม่มากนัก


แต่หลายท่านคงไม่ทันสังเกตุดอกยาง หรือแค่คำนึงถึงความสวยงามของดอกยาง โดยที่ไม่ทราบว่าคุณลักษณะของยางนั้นขึ้นตรงกับดอกยางด้วย ที่แน่ๆคือความสามารถในการรีดน้ำ กับความเงียบในการขับขี่ เลยจะขอบอกจุดที่ง่ายๆ ที่พอดูแล้วสังเกตุได้ เข้าใจง่าย ดังนี้

- ดอกยางที่ละเอียดแบบซอยยิบเล็กๆ จะทำให้ลดเสียงเวลาตัวยางบดกับพื้นถนน --> เงียบ
- ดอกยางที่มีร่อง(ไม่ว่าจะหยักๆ หรือร่องตรง) จะสามารถรีดน้ำได้ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี
- ดอกยางที่มีน้อย(มีพื้นเรียบเยอะ) จะเกาะถนนแห้งได้ดี แต่ไม่เกาะเลยถ้าถนนเปียก

ในการใช้งานของยาง ดอกยางจะมีการสึกเหรอลงไปเรื่อย ทำให้สมรรถนะด้อยลง จึงควรจะเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาอันควร แต่จะรู้ได้งัยว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว

อายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรสองอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน เวลาน่ะวัดได้แต่การใช้งานล่ะวัดยังงัย คำตอบคือใช้ดอกยางวัดเอา

ยางแต่ละรุ่นกับยี่ห้อมีเครื่องหมายบ่งบอกระดับของดอ กยางที่อาจจะต่างกันออกไป โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องหมายสามเหลี่ยมที่ขอบแก้มยาง ใกล้ดอกยาง สังเกตุง่ายๆว่าถ้ามีการกินดอกยางจนถึงเครื่องหมายนี ้แสดงว่าสมควรจะเปลี่ยนยางได้แล้ว หรือจะดูที่ดอกยาง ถ้าตื้นแล้วก้อสมควรเปลี่ยน

ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม นั่นก้อเป็นอีกสัญญาณนึงที่บอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยน ยางแล้ว

ลมยาง 

ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ลมยางใครว่าไม่สำคัญ ถ้ามากไป หรือ น้อยไป มีผลเสียทั้งนั้น 
ลมยางเป็นสิ่งนึงที่เจ้าของรถควรจะ check เดือนละครั้ง 
แล้วทำไมต้อง check ล่ะ
- ลมยางมีผลต่อสมรรถนะในการขับขี่
- ลมยางมีผลต่ออัตราการกินน้ำมัน
- ลมยางมีผลต่อการสึกเหรอของยาง (โดยเฉพาะดอกยาง)
- ลมยางมีผลต่อความปลอดภัย

โดยทั่วไปแล้วยางจะสามารถรองรับความดันของลมยางที่เหมาะสมได้ในช่าวความดันนึง นั่นคือไม่จำเป็นที่จะต้องเป๊ะๆ ในการขับขี่ตามปกติลมยางจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการใช้ งานและอุณหภูมิของยาง ตามหลักของ thermodynamics (PV=nRT) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาตรถูกจำกัดให้คงที่ ฉะนั้นเมื่อจอดรถอยู่นานๆยางอาจจะดูแบนๆแต่ลมยางเป็น ปกติ

ช่วงระดับความดันที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของยาง ถ้าเป็นรถที่ใช้ยาง+ล้อเดิมจากโรงงาน สามารถดูได้ที่ sticker ข้างประตูรถ จะมีหน่วยเป็น PSI (pounds per square inch) ซึ่งทั่วไปจะอยู่ที่ 30ต้นๆ PSI แต่ถ้าเป็นยาง+ล้อใหม่ ให้ดูที่คู่มือยางใหม่บวกกับลักษณะการใช้งานของรถตนเอง
การเติมลม ให้กับล้อแม็ก ต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้  
  • เติมลมตามสเปคของรถที่กำหนด โดยศึกษาได้จากคู่มือของรถนั้นๆ  
  • เวลาเติม ลมยาง ควรเติมตอน ยาง ไม่ร้อนเกินไป 
  • หากต้องการวิ่งทางไกล นานๆ ควรเพิ่มลมยางอีกประมาณ 3-5 PSI (ปอนด์/ตร.นิ้ว)
  • หมั่นเช็ค ลมยาง เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
ความดันลมยาง สำหรับรถเก๋งและรถกระบะ 
รถเก๋ง ความดันสูงสุด ไม่ควรเกิน 36 PSI (ปอนด์/ตารางนิ้ว)  ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของรถนั้นๆ ด้วย เช่น
  • การเติมลมล้อ ของรถเก๋งขนาดเล็ก  ความดันลมยาง ประมาณ 25 - 30 PSI (ปอนด์/ตารางนิ้ว)
  • การเติมลมล้อ  รถเก๋งขนาดกลางถึงใหญ่  ความดันลมยาง ประมาณ 30 - 35 PSI (ปอนด์/ตารางนิ้ว)
  • การเติมลมยาง สำหรับรถกระบะ ความดันลมยาง ไม่ควรเกิน 65 PSI (ปอนด์/ตารางนิ้ว)
ผลของการเติมลมยาง มากเกินไป 
  • บริเวณของกึ่งกลางของหน้ายางจะสึกหรอได้ง่าย
  • การรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย
  • การทรงตัวและการเกาะถนน ไม่ดีเท่าที่ควร
ผลของการเติมลมยาง น้อยเกินไป 
  • บริเวณไหล่ยาง จะสึกเร็วกว่าปกติ แก้มยางทำงานหนัก สึกหรอได้ง่าย
  • การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น
  • การทรงตังของรถในขณะขับขี่ด้อยลง

นอกจากนี้หาก ดอกยาง สึกเป็นช่วงๆ คล้ายฟันเลื่อย  สันนิฐานปัญหาอาจเกิดจากศูนย์ของล้อมีความผิดปกติ
ดังนั้นจึงขอให้ท่านเจ้าของรถ ใช้ความระมัดระวัง และต้องเข้าใจ ในการ เติมลม ทุกครั้ง  ถึงแม้เราจะไม่ได้เติมเองแต่อย่างน้อยก็ควรบอก เด็กปั๊ม ให้เติมลมยางได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะเป็นผลดีต่อ ล้อแม็ก  ยาง และรวมไปถึงความปลอดภัยแก่ตัวเราด้วย

 ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ข้อยกเว้นในการใช้ลมยาง
- ถ้าใช้วิ่งบนทะเลทราย ต้องใช้ลมยางครึ่งนึงของปกติเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานกั บทราย
- ถ้าใช้ในการ Drag ล้อที่ขับเคลื่อนควรใช้ลมยางที่อ่อนกว่าปกติเพื่อเพิ ่มพื้นที่สัมผัสตอนออกตัว

อายุการใช้งานของยาง

ตามที่เคยบอกไว้แล้วว่าอายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรส องอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน

เวลา - ตามปกติยางจะมีอายุอยู่ที่ประมาณ 2 - 4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิด ยิ่งสมรรถนะสูง อายุการใช้งานจะสั้น อุณหภูมิ+ภูมิประเทศก็มีส่วน ถ้าใช้ในที่ร้อนหรือหนาวมากๆ อายุการใช้งานก็จะสั้นลงด้วย แล้วทำไมยางถึงต้องมีระยะเวลาใช้ล่ะ นั่นเพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความยืดหยุ่นของโมเลกุลของยางเสื่อมลงตามเวลา ทำให้เนื้อยางแข็งขึ้น ซึ่งทำให้คุณสมบัติต่างๆของยางด้อยลงไปจนไม่สามารถใช ้งานได้

การใช้งาน - ยางจะสึกเหรอตามการใช้งาน ซึ่งสามารถสังเกตุได้ง่ายจากดอกยาง เมื่อดอกยางหมดไปเรื่อยๆ คุณสมบัติต่างๆของยางก็ค่อยๆหมดไปเช่นกัน

สัญญานต่างๆที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนยางแล้ว 
1. ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม
2. ยางลดการเกาะถนนลง โดยเฉพาะตอนถนนเปียก
3. ผิวยางดูแล้วแห้งและบางจุดเริ่มแตกลาย
4. ใช้นิ้วกดลงแล้วไม่มีความรู้สึกยืดหยุ่นของยาง

วิธีอ่านวัน-สัปดาห์ที่ผลิตยาง

- ส่วนใหญ่จะเป็นตัวเลข 4 หลักใกล้ๆ ตัวย่อ DOT (United States - Department of Transportation) อยู่ในวงรี

- ตัวอย่างเช่น 4710 ความหมายคือ เลข 2 ตัวแรกบอกสัปดาห์ของปีที่ผลิต และเลข 2 ตัวหลังเป็นเลข 2 หลักสุดท้ายของปี ค.ศ ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2000 ขึ้นมา ตามตัวอย่าง คือ ยางเส้นนี้ผลิตในสัปดาห์ที่ 47 ค.ศ. 2010

- ถ้าเป็นยางที่ผลิตก่อนปี 2000 จะเป็นเลข 3 หลัก เช่น 458 ความหมายคือ เลข 2 ตัวแรกเป็นสัปดาห์ที่ของปีที่ผลิต และตัวเลขหลังเป็นหลักสุดท้ายของค.ศ ที่ผลิตในช่วงปี 1990-1999 ตามตัวอย่างคือ ยางผลิตในสัปดาห์ที่ 45 ปี ค.ศ. 1998

- ตัวเลข 4 หลักของวันผลิตยางทุก 100 ปีจะต้องเปลี่ยน เพราะ 2 ตัวเลขหลังซึ่งบอกปีผลิตจะซ้ำกัน ก็เหมือนช่วง ค.ศ. 19xx ใช้เลข 3 หลัก และค.ศ 2xxx ต้องเปลี่ยนมาใช้เลข 4 หลัก ส่วนช่วงค.ศ 21xx จะใช้เลขกี่หลักนั้นยังบอกไม่ได้ต้องรออีก 89 ปี หรือตอนนั้นรถยนต์อาจจะไม่การใช้ยางแล้วก็ได้

- วัน สัปดาห์ หรือเดือนที่ผลิตยางเส้นนั้น ถ้าไม่มีที่แก้มยาง ก็อาจจะระบุบนหีบห่อของยาง หรือเป็นหมึกปั๊มบนแก้มยาง อาจระบุต่างออกไปเช่นเป็นปี พ.ศ. แต่ส่วนใหญ่ยางรถยนต์ในปัจจุบันในทุกยี่ห้อ มักจะระบุสัปดาห์ และปีที่ผลิต เป็นตัวหล่อบนแก้มยางแบบลบไม่ได้ใกล้ตัวย่อ DOT

ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ขอขอบพระคุณ www.silpakumbandej.com และ www.thaidriver.com ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล และรูปภาพประกอบมา ณ ที่นี้ 

เรียบเรียงโดย Asn Broker

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง  Asn Broker Blog , Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen


วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับล้อแม็ก โดย Asn Broker,การประกันภัยรถยนต์ (asnbroker)


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับล้อแม็ก โดย Asn Broker


ที่มา และความหมายของล้อแม็ก
ในอดีตกาล กะทะล้อ ถูกผลิตขึ้นมาด้วยวัสดุที่ทำจาก แม็กนิเซียม (Magnisium) ด้วยคุณสมบัติหลักคือน้ำหนักที่เบา ระบายความร้อนได้ดี รูปแบบสวยงาม จึงนำมาใช้กับรถที่ต้องการทำความเร็ว หรือรถแข่งนั่นเอง แต่จากข้อด้อยในส่วนของต้นทุนที่ราคาสูง และ แม็กนิเซียม มีการสึกกร่อนได้ง่ายจึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ในท้องตลาด จึงได้มีการเสาะหาวัสดุมาทดแทนที่ราคาไม่สูง แต่ยังคงคุณสมบัติที่ใกล้เคียง นั่นก็คือ อลูมิเนียม อัลลอย (Aluminium Alloy )

ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่บุคคลทั่วไปยังคงเรียกติดปากว่า ล้อแม็ก (มาจากแม็กนิเซียม) กันอยู่ตลอดไป


ชื่อเรียกจุดต่างๆ ของล้อ
คำศัพท์ ที่ใช้เรียกจุดต่างๆ ภายในล้อแม็ก

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
1.Rim Width 
2.Wheel Diameter 
3.Center Bore
4.PCD
5.Offset
6.Brake Pad Seat
7.Bolt Hole Diameter
8.Center Line
9.Flange
10.Rim Contour
11.Beat Seat
12.Valve Hole
13.Mounting Surface Diameter

ออฟเซ็ต Offset คืออะไร?
ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ออฟเซ็ต (Offset,ET) คือ ค่าระยะห่าง ระหว่าง เส้นแบ่งครึ่งล้อ ตามแนวขวาง กับ หน้าแปลนของล้อ (Hub Mounting Surface) โดยมีหน่วยเป็น มิลลิเมตร  
ค่า Offset ส่งผลอะไรกับรถของเรา ? ค่า Offset จะส่งผลโดยตรงกับระยะหรือตำแหน่งของล้อ ว่าจะยื่นออก หรือ หุบเข้า ไปในตัวรถของท่าน ดังนั้น การเลือกล้อที่มีค่า Offset ที่ถูกต้องเหมาะสมจึงมีความจำเป็น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว 

ดูค่า offset ของ ล้อแม็กซ์ ที่ถามเข้ามาบ่อยๆ
ค่า Offset ของล้อ ที่เราจะพูดถึง โดยปกติระบุเป็น 3 ค่าด้วยกันคือ

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ค่าออฟเซ็ต เท่ากับศูนย์ Zero Offset (0)

คือ ค่าระยะห่างของ หน้าแปลนล้อ ( Hub Mounting Surface ) ตรงกับ เส้นแบ่งครึ่งของ ล้อตามแนวขวางของล้อพอดี

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ค่า ออฟเซ็ต เป็นบวก Positive (+)

คือ ระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าแปลนล้อโดยมีทิศทางไปนอกตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็นบวก(+)  เช่น +20, +30, +38, +45 เป็นต้น ซึ่งมักพบกับล้อที่ใช้กับรถขับเคลื่อนล้อหน้าเสียส่วนใหญ่

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ค่าออฟเซ็ต เป็นลบ Negative (-)

คือ ระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าแปลนล้อ หรือพูดง่ายๆ ว่าหน้าแปลนของล้อมีระยะเกินเส้นแบ่งครึ่งล้อไปในทิศทางเข้าในตัวรถ  วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็น (-) เช่น -5, -10, -20 เป็นต้น  ซึ่งรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังมักกำหนดให้ใช้ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซ็ตเป็นลบหรือก็บวกไม่มาก 
เรื่องนี้หากมีการเลือกค่า offset ที่ไม่ตรงกับรถนั้นๆ ก็จะมีผลกระทบตามมาเช่นกัน หรือหากมีการเปลี่ยนขนาดความกว้างของล้อ  ค่า Offset ก็เปลี่ยนไปด้วย  ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหรือรู้ถึงค่า Offset สำหรับรถของท่านควรมีตัวเลขอยู่ที่เท่าไร ? เพื่อจะได้ไม่สร้างปัญหาให้แก่ตัวรถของท่าน

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าล้อของเรามีค่า Offset เท่าไร
การดูค่า offset  ล้อแม็ก ของเราด้วยตนเอง
โดยปกติ ล้อแม็ก ส่วนใหญ่  จะมีตัวเลขบ่งบอกไว้ที่ตัวล้อเองเลย ซึ่งเรามักสังเกตุเห็น ตัวเลขที่มักจะตามตัวอักษร เช่น "ET 38" ก็หมายถึง offsET 38 นั่นเอง หรือบางที ก็อาจมีเฉพาะตัวเลขลอยๆ ไม่มีตัวอักษรนำหน้าก็มี เช่น "45" ก็หมายถึง Offset = 45 เหมือนกัน ดูตัวอย่าง ที่รูปภาพด้านล่าง

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ตัวอักษรบนล้อแม็กบอกอะไรเครื่องหมายมาตรฐาน ที่อยู่บนล้อ

JWL  = Japan Wheel Light Metal (เป็นเครื่องมาตรฐานสำหรับล้อรถเก๋ง ซึ่งออกโดยกระทรวงคมนาคม ของประเทศ ญี่ปุ่น)
JWL-T  = Japan Wheel Light Metal for Truck (เป็นเครื่องมาตรฐานสำหรับล้อรถบรรทุกเล็ก ซึ่งออกโดยกระทรวงคมนาคม ของประเทศ ญี่ปุ่น)
VIA = Vehicle Inspection Association (เป็นเครื่องมาตรฐาน จากสมาคมทดสอบยานยนต์ ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานผู้ผลิตล้อ จะต้องผ่านการตรวจสอบ จากสมาคมนี้ก่อน จึงจะสามารถนำอักษรนี้ มาลงได้)

เครื่องหมายทั่วไป

ET = สัญญาลักษณ์ย่อของค่า Offset

H2 = Double Hump (Round)

ระยะ พี.ซี.ดี (P.C.D)
P.C.D. ย่อมาจาก PITCH CIRCLE DIAMETER หมายถึง ระยะห่างของรูน๊อตบนตัว ล้อแม็กซ์ โดยวัดจากกึ่งกลางรูน๊อตทุกตัวลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่าน เส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ถ้าเป็นจำนวนเลขคู่ 4 หรือ 6 รูน๊อตต่อ 1 ล้อ ก็สามารถวัดจากกึ่งกลางรูน๊อตด้านหนึ่งไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขคี่ 3 หรือ 5 รูน๊อต ต้องวัดจากแนววงกลมกึ่งกลางรูน๊อตผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง

รถยนต์ขนาดเล็กมักมี 4 รูน๊อตต่อ 1 ล้อ และรถยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นไปมักมี 5 - 6 รูน๊อต เพื่อความแน่นหนาในการยึดล้อเข้ากับดุมล้อ

มีหลายคน มักสงสัยว่าทำไมรูน๊อตที่ใช้ยึด ล้อแม็ก เข้ากับดุมล้อ ถึงได้มีค่า PCD แตกต่างกันออกไป 
ในอดีตที่ผ่านมาก็มีผู้ผลิตรถยนต์ หลายค่ายทั้งเอเชีย, ยุโรป หรือ อเมริกา เองก็ดี ได้ทำการคิดค้นและออกแบบแตกต่างกันออกไป ตามแต่ความคิดอ่าน ของแต่ละค่าย ซึ่งสันนิษฐานว่าในอดีตกาล เขาใช้หน่วยเป็นนิ้ว แต่ต่อมา ในบางประเทศที่คุ้นเคยกับระบบเมตริก ก็มักใช้หน่วยเป็นมิลลิเมตรแทน จึงมีการเรียกแตกต่างกันไป แต่จริงแล้ว ค่าของ PCD ก็มีที่มาจากที่เดียวกันนั่นเอง

การวัดระยะ PCD ด้วยตนเอง
หากเราต้องการทราบว่า ล้อแม็ก ของเรานั้น มีระยะ PCD เท่าไร ? เราสามารถวัดได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้
ก่อนอื่นก็ต้องมี อุปกรณ์ ที่ต้องใช้วัด เช่น ไม้บรรทัด หรือ ตลับเมตร ก็ได้เช่นกัน

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ล้อ 4 รู / 8 รู 

การวัดสามารถวัดโดย วัดที่หน้าแปลนของ ดุมล้อ ด้านหลัง โดยทาบไม้บรรทัด จากจุด (A) ไปถึงจุด (B) ดูระยะว่าเป็นเท่าไร  เช่น อ่านค่าได้เท่ากับ 100 มม.  นั่นก็คือระยะ PCD ของ ล้อแม็กซ์ วงนั้น นั่นเอง 

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ล้อ 5 รู / 10 รู 

การวัดสำหรับ ล้อแม็ก ที่มี 5 รู หรือ 10 รู นั้น ต้องมีการคำนวนเล็กน้อย

(A) คือ ระยะของเส้นผ่าศูนย์กลาง  ของรูดุมล้อ Center Bore
(B) คือระยะระจากขอบรู ดุมล้อ กับขอบรูยึดน๊อต
(C) คือ ระยะของเส้นผ่าศูนย์กลาง ของรูยึดน๊อต
สูตรการคิด    ระยะ PCD = ( A หาร 2 ) + B + ( C หาร 2 )
ตัวอย่าง  
A = 110, B = 58.5 และ C = 13 
( 55 ) + (58.5) + ( 6.5 )
รวมแล้ว = 120 ดังนั้นตัวเลขที่ได้ก็คือ ค่า PCD นั่นเอง

* หรืออาจใช้สูตร A+(2B)+C แทนก็ได้ 

ล้อ 6 รู
การวัดสำหรับ ล้อแม็ก 6 รู จะคล้ายกับ 4 รู โดยวัดในแนวเส้นตรงจากขอบด้านในของรูยึดน๊อต ตรงมายังขอบด้านนอกของรูยึดน๊อตฝังตรงข้าม ผ่านรู ดุมล้อ  ทำการวัดจากจุด (A) มายังจุด (B) อ่านค่าได้เท่าไร ก็คือ ค่า PCD นั้นเอง

ประเภทของ ล้อแม็กซ์
ชนิดหรือประเภทของ ล้อแม็กซ์ โดยดูจากโครงสร้างหรือรูปทรง ซึ่งได้จำแนก ล้อแม็ก ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

ล้อแม็ก แบบชิ้นเดียว (1 Piece Wheel) เป็นล้อที่มี Rim กับ Disk ถูกสร้างขึ้นมาเป็นชิ้นเดียว

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
ล้อแม็ก แบบประกอบ ( Assembly Wheel )
เป็นล้อที่มี Rim กับ Disk มาประกอบกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

1) ล้อแม็ก 2 ชิ้น ( 2 piece Wheel ) เป็นล้อที่มี 2 ชิ้นส่วนมาประกอบกันคือ Rim กับ Disk 

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

2) ล้อแม็ก 3 ชิ้น ( 3 pieces Wheel ) เป็นล้อที่ประกอบเชื่อมส่วนที่เป็น Rim 2 ส่วน กับ Disk เข้าด้วยกัน  

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

3)  ล้อแม็ก ชนิดซี่ลวด ( Wire Wheel ) คล้ายล้อของจักรยาน

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

วิธีเลือก ล้อแม็กซ์ มาใช้
คำถามที่คนส่วนใหญ่ มักมีข้อสงสัย และ ซักถามเข้ามาเป็นประจำ ก็คือ ... 

ล้อแม็ก ควรใช้ขนาดไหนดี? แล้วหากอยากเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้น จะมีผลอะไรหรือไม่ ?  เช่นเดิมขอบ 15 นิ้ว จะเปลี่ยนเป็นขอบ 16 , 17 นิ้ว จะส่งผลอะไร บ้าง? จะเลือกแบบล้อ หรือ ลวดลาย แบบไหนดี ? อสีล้อแม็ก ควรเลือกแบบไหน ถึงจะสวย ?
อันนี้ก็อยากแนะนำ โดยภาพรวมมากกว่า  เพราะการที่จะเปลี่ยน ล้อแม็ก วงใหม่นั้น มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายประการ เช่น

ล้อขนาดเดิมที่ติดมากับรถ โดยมากเจ้าของมักจะมองว่าเล็กไป ทำให้ดูไม่สวย อันนี้ก็มีส่วนแต่ไม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ก็คือขนาดล้อ และยาง จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกเลยทีเดียว เช่น ล้อเล็ก ซีรี่ย์ยางก็จะหนา  หากต้องการ ล้อแม็ก ที่ใหญ่ขึ้น ซีรี่ย์ยางก็จะบางลง เพื่อรักษาระดับเส้นผ่าศูนย์กลางหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องรักษาระดับความสูงให้ใกล้เคียงกับ ค่ามาตรฐานของรถรุ่นนั้นๆ มากที่สุด ดังนั้นผลที่จะต้องได้รับก็คือ ความนุ่มนวลที่อาจลดลง อันนี้ก็เป็นสัจธรรม ทำนอง "ได้อย่าง อาจต้องเสียอีกอย่าง "
รูปแบบ ลวดลาย อันนี้ก็ตอบยาก เพราะนานาจิตตัง ล้อแบบเดียวกัน เราอาจชอบ แต่คนอื่นอาจไม่ชอบ อันนี้เท่าที่ได้มีประสบการณ์มา วัยรุ่น  คนวัยทำงาน  ผู้ใหญ่  ผู้ชาย  ผู้หญิง ก็ชอบไม่เหมือนกันเลย เอาเป็นว่าให้มองแล้วเราชอบ  ต่อจากนั้นก็มามองเรื่องการนำไปใช้งานให้ถูกต้อง (ดูรายละเอียดด้านล่างเพิ่มเติม)
สีสรร ก็คล้ายคำตอบข้อ 2 คือ การมองที่ไม่เหมือนกัน เกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน แต่ข้อนี้อาจให้ผู้มีประสบการณ์ช่วยแนะได้ หรือลองเอา ล้อแม็ก ไปทาบที่รถของเราเลย ก็จะพอมองออก  
แต่ทั้งนี้ เราก็อยากให้ท่านได้ลองดูองค์ประกอบด้านล่างนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเลือก ล้อแม็กซ์ มาใช้ ได้อย่าง คุ้มค่าเงินของท่าน  มีอย่างไรบ้าง เชิญดูด้านล่างนี้ ...

1.) ความเหมาะสม ทางด้านเทคนิค ประการแรก เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบว่า ล้อรถเดิมของเรานั้น มีสเปค ( Specification) อะไร ? เช่น 

ขนาดล้อ ...  กี่นิ้ว ?  เช่น 13 นิ้ว , 14 นิ้ว ,  15 นิ้ว  .... 17 นิ้ว  เป็นต้น  
ขอบล้อกว้าง ...  กี่นิ้ว ?  เช่น 5นิ้ว , 5.5 นิ้ว , 6 นิ้ว , 6.5 นิ้ว  ... 9 นิ้ว  เป็นต้น  
จำนวน รู PCD 4 , 5 หรือ 6 รู  ขนาด PCD เป็น เท่าไร ? เช่น 100 , 114.3, 139.7 มม. เป็นต้น  
ค่า ออฟเซ็ต Offset  เป็นเท่าไร ? -10, 0, +15, +35 หรือ 45  เป็นต้น 
และสิ่งที่สำคัญที่เราต้องนำมาพิจารณาในการเลือก ล้อแม็กซ์ ต้องดูสิ่งเหล่านี้

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

รู PCD
- ล้อใหม่ที่เราจะเลือกใช้ ต้องตรงกับสเปคของรถนั้นๆ ไม่ควรดัดแปลง ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงเพื่อชอบความสวยงามของ ล้อแม็ก เท่านั้น

รูกลางของดุมล้อ (Hub Diameter )
- รูกลางของ ล้อแม็กซ์ ที่เราจะนำมาใช้ต้องพอดีกันไม่คับหรือหลวมจนเกินไป

การรับน้ำหนัก
- เราต้องเลือก ล้อแม็กซ์ ซึ่งมีความสอดคล้องเหมาะสมกับการใช้งานหรือการบรรทุกน้ำหนัก

การยึดล้อกับดุมล้อ
- ล้อที่เราจะเลือกใช้ รูที่ใช้ยึดเข้ากับตัวหน้าแปลนดุมล้อ ต้องมีสเปคตรงกัน ในแต่ละประเภทที่ได้ถูกออกแบบไว้

ความสัมพันธ์ต่อชิ้นส่วนอื่น
- การเลือกล้อแม็กซ์ ก็ต้องไม่ไปกระทบหรือมีระยะห่าง ที่จะไม่ไปกระทบหรือเกะกะ กับชิ้นส่วนในช่วงล่างอื่นๆ เช่น โช๊ค , ขอบซุ้มล้อ , ปีกนก เป็นต้น

2.) รูปแบบ ความสวย กับ ความแข็งแรง 
การเลือกรูปแบบ ให้สอดคล้องต่อการใช้งานและความปลอดภัย
โดยปกติ ล้อทุกประเภท ที่ถูกผลิตจากโรงงานล้อแม็กชั้นนำ ล้อแม็กจะต้องผ่านการทดสอบเรื่องของความแข็งแรงอยู่แล้ว  แต่ทั้งนี้  เราเองก็จำเป็นที่จะต้อง เลือกหาให้เหมาะสมกับการใช้งานกับตัวเราด้วย  เช่นไม่ใช้ ล้อแม็กซ์ ที่ก้านเรียวเล็ก กับรถที่เราต้องบรรทุกหรือวิ่งในเส้นทางที่สภาพถนน ขรุขระ เป็นหลุมบ่อ เพราะอาจจะทำให้ล้อนั้นเกิดการชำรุดเสียหายได้ง่าย

ซึ่งเราได้ยกตัวอย่างรูปแบบของ ล้อแม็กซ์ ตามสไตล์ต่างๆ มาให้เลือกเพื่อเป็นแนวทางต่อการใช้งานดังต่อไปนี้

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ประเภท จาน (Disc Type)ลักษณะแบบนี้ ถูกออกแบบเพื่อการแบกรับน้ำหนักโดยเฉพาะ มักพบมากกับรถที่ต้องการบรรทุก หรือ รับน้ำหนักจากสิ่งของ สัมภาระ เป็นต้น 

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ประเภท ก้านใหญ่ (Spoke Type)
ลักษณะแบบนี้ ก็ทำให้สวยขึ้นกว่าแบบจาน Disc แต่ยังคงความสามารถในการรับน้ำหนักได้ดีพอควร จึงใช้ได้ทุกสภาพถนนปกติ และอาจเป็นรถนั่งขนาดใหญ่หรือซีดาน


ประเภทก้านเล็ก (Fin Type)
ออกแบบให้ดูสวย ก้านเรียวเล็ก โปร่ง จึงดูสวยน่าใส่  แต่ก็เช่นเดียวกัน การแบกรับน้ำหนักย่อมน้อยไปด้วย เหมาะกับการใช้ตามถนนที่เรียบและควรหลีกเลี่ยงสภาพถนนที่เป็นหลุมหรือขั้นขวางถนน



ประเภท ตาข่าย (Mesh type) 
ลักษณะเป็นการผสมผสานกัน ที่ยังคงใช้ก้านที่เล็ก แต่ก็ออกแบบให้มีก้านเพิ่มมากขึ้น เกาะเกี่ยวกันเป็นตาข่าย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงขึ้น แต่มักมีปัญหาในการทำความสะอาด

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

3.) องค์ประกอบอื่นๆ 

ราคา ที่เหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป

รูปแบบต้องสวย เหมาะสม สีสรรต้อง เข้ากันกับรถ มิใช่ซื้อตามกัน เพราะรถแต่ละรุ่น แต่ละสี ความสวยงามก็อาจไม่เหมือนกัน 

ลวดลายของล้อ ต้องไม่ยากเกินไป ที่จะทำความสะอาด  เช่น ก้านถี่เกินไป ก้านลายตาข่ายเล็กมาก  ทำให้ มือหรือแปรง เข้าไปไม่ถึง 

หากเป็น ล้อแม็กซ์ มือสอง ต้องเลือกที่ซ่อม หรือทำสี มาแล้วอย่างถูกวิธี หรือ ควรเลือกสภาพเดิมๆ แล้วนำมาทำเองจะดีกว่า เพราะอย่างน้อย เราก็ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของล้อนั้น  อย่ามองเพียงสวยภายนอก เท่านั้น

ควรเลือก Brand,  ยี่ห้อ หรือ ล้อแม็กซ์ จาก โรงงานผลิตล้อแม็ก ที่ได้รับการยอมรับ เช่น ผ่านการรับรองจากสถาบันเกี่ยวกับยานยนต์ หรือ สถาบันของ ล้อแม็ก โดยเฉพาะ ก็ยิ่งดี  

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ดูว่าล้อนั้น มีตราหรือสัญญาลักษณ์ รับรองมาตรฐาน เช่น JWL, JWL-T, VIA อยู่ในล้อนั้นด้วยก็จะดี ( แต่ปัจจุบันมีการลอกเลียนแบบและใส่อักษร นั้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็มี  จึงควรดูประกอบกันไป )

ปัญหาของ ล้อแม็ก ที่พบบ่อย
ปัญหาที่พบมาก ล้อแม็ก ได้รับการซ่อมที่ไม่ถูกวิธี  คือลูกค้าต้องการให้ขอบเงา แต่จากความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ร้านซ่อมแม็ก ได้นำล้อไปกลึงออก โดยมองเพียงแค่ความสวยงาม   แต่ปัญหาที่ส่งผลกระทบตามมา ก็คือ

-ล้อมีอาการสั่นเกิดขึ้นหลังจากใช้งานไปสักระยะ
-ล้อคด , ดุ้ง ตรง โดยเฉพาะบริเวณขอบล้อที่ถูกกลึงออกไป
-มีขี้เกลือ ( Oxide ) ขึ้น ณ. บริเวณดังกล่าว 
-ล้อเกิด การแตกร้าว ( Crack ) หรือ ลมรั่ว ซึมออก ( Leak )

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

รูปภาพ ล้อแม็ก ที่ถูกแก้ไขอย่างผิดวิธี

ดังนั้นเราควรศึกษาและพิจารณาเลือกร้านหรือผู้ที่เข้าใจ ก่อนที่จะส่งไปทำ มิฉะนั้นผลที่ตามมาก็ยากแก่การเยียวยา

ควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด



ผลที่ตามมาหลังใช้งานไปแล้ว คือ ล้อแม็ก เกิดการแต่ร้าว ดุ้ง ลมรั่ว



รูปล้อเดิมก่อนแก้ไข

ล้อที่ถูกผลิตออกมา ความหนาของล้อ ได้ถูกกำหนดให้เหมาะสมกับในการแบกรับน้ำหนักตามรถนั้นๆ  ซึ่งหากมีการนำไปแก้ไขด้วยการกลึงออก ก็จะทำให้สมรรถนะในการรับน้ำหนักลดลงอย่างแน่นอน

(ค่าความหนาของล้อควรจะอยู่ประมาณ 5 - 7 มม. แล้วแต่รูปทรงที่ออกแบบมา)



90% เราจะพบว่า ล้อแม็ก ที่ถูกซ่อมมา จะถูกกลึงเนื้อล้อตรงบริเวณขอบ ซึ่งผลก็คือ ล้อจะดุ้ง ง่าย และลมรั่วที่ขอบ

ดังนั้นก่อนการนำล้อไปซ่อมเราควรมั่นใจว่าจะไม่นำล้อของเราไปกลึงเนื้อออก

จะดูอย่างไรว่าล้อเรามีปัญหา?
ท่านเจ้าของรถ หลายท่านสอบถามเข้ามาว่า ทำอย่างไร?  ถึงจะทราบว่า ล้อแม็ก ที่ใส่อยู่ในรถคันสวยของเรา  ตอนนี้อยู่ในสภาพดีหรือไม่ ?    การใช้งานมานาน บนสภาพถนน อันหลากหลาย ที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้  ดังนั้น ล้อแม็ก จะอยู่ในสภาพใด หรือ อาจมีปัญหา ได้เช่นกัน 

ปัญหาที่มักพบ กับ ล้อแม็ก บ่อยๆ ก็คือ...

ล้อดุ้ง คือ ล้อที่อาจมีสาเหตุมาจากการกระแทก ไม่ว่าจะเป็นหลุม, บ่อ , สันรอยต่อถนน , ยางแตก หรือ กระแทกกับขอบถนนก็ตาม จนทำให้ล้อแม็กของเราไม่กลม  ซึ่งเราสามารถสังเกตุได้ดังต่อไปนี้  

ระหว่างการขับขี่ มีอาการสั่น ผิดปกติ หรือไม่ ? โดยท่านอาจเทียบกับเมื่อตอนแรกที่เริ่มใช้ กับปัจจุบัน ว่ามีความแตกต่างเพียงใด?  หากมีหรือไม่อาการดังกล่าว  ก็ขอให้ทำตามหัวข้อถัดไป 
ตรวจดูด้วยตาหรือสังเกตุที่ล้อของเรา เช่น มองเห็นล้อดุ้ง เบี้ยว เพราะหากเป็นมาก ก็จะเห็นชัด โดยเฉพาะด้านหน้าล้อ แต่หากเป็นด้านในล้อ  ก็อาจมองยากสักหน่อย แต่เราอาจต้องก้มเข้าไปดูใต้ท้องรถ หรือ หากมีความรู้เรื่องช่างบ้าง ก็อาจขึ้นแม่แรง ให้สูง จนล้อลอยพ้นจากพื้น แล้ว ปลดเป็นเกียร์ว่าง และอย่าลืมปลดเบรคมือด้วย (สำหรับล้อหลัง) ต่อจากนั้นให้ทำการหมุนล้อดูด้วยความเร็วปานกลาง แล้วสังเกตุ ทั้งด้านหน้าและด้านใน ว่า มีอาการแกว่ง , โยน หรือไม่ ?
การตรวจด้วยเครื่องมือ เช่น นำล้อเข้าไป เช็คที่ศูนย์บริการมาตรฐาน ด้วยเครื่อง  เช่น เครื่องถ่วงล้อ ก็จะเห็นว่าล้อของเรานั้นหมุนกลม มากน้อยขนาดไหน?

หากเกิดปัญหานี้ ระดับความเร่งด่วนอาจไม่มากแต่ก็ให้รีบ นำล้อเข้าทำการตรวจสอบ หรือ ซ่อมทันที ที่สะดวก



รอยครูด เกิดจาก ล้อแม็กซ์ ของเรากระทบ หรือ ครูดกับขอบถนน ทำให้เนื้อล้อเป็นรอยหรือบางที เนื้อล้อขาดหายไป  อันนี้สามารถดูได้ง่าย ผลเสียส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเรื่องของความสวยงาม แต่หากปล่อยไว้นานก็จะทำให้ส่วนที่ชำรุดนั้นเป็นขี้เกลือลามเข้าไปได้ 

หากเกิดปัญหานี้ ระดับความเร่งด่วนอาจไม่มากแต่ก็ให้รีบ นำล้อเข้าทำการตรวจสอบ หรือ ซ่อมทันที ที่สะดวก

ลมรั่ว  อาการคือ ล้อยาง เก็บลมไม่ค่อยอยู่  การสังเกตุ ง่ายๆ คือ ลมยางอ่อนลง ต้องเติมลมบ่อยกว่าปกติ  ส่วนใหญ่ มักไม่เกิดพร้อมกันทั้ง 4 วง แต่เจะเกิดเป็นบางวง เท่านั้น  ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ 

เกิดลมรั่ว , ซึม ออกที่บริเวณขอบล้อและขอบยาง มีการซ่อมมาแล้ว ถูกกลึงขอบ ทำให้บางเกินไป , มีสิ่งแปลกปลอมตกค้าง ณ จุดนั้น , ขอบยางชำรุด เป็นต้น 
ล้อแม็กเกิดการร้าว ทำให้ลมแทรกออกมาตรงจุดที่ร้าวได้ 
ล้อแม็ก มีการซ่อมรอยแตก มาก่อน จนทำให้ขอบ ณ จุดนั้น ไม่เรียบ มีช่องว่าง หรือ เกิดการ ร้าว ซ้ำซ้อนได้
หากเกิดปัญหานี้ ให้รีบ นำล้อเข้าทำการตรวจสอบ และ ซ่อมทันที

รอยแตก , ร้าว เกิดจากล้อมีการชำรุด อันมีสาเหตุ มาจาก การกระแทกอย่างรุนแรง , สภาพล้อมีการซ่อม และถูกกลึง ทำให้ขอบบาง กว่าปกติ หรือ ล้อที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ต่ำ ( มักพบบ่อยกับล้อที่ลอกเลียนแบบ ) การตรวจสอบให้สังเกตุ 

ให้ตรวจดูรอยร้าวด้วยสายตา ที่บริเวณขอบล้อ   ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดทางด้านในมากกว่าด้านนอก 
ให้ตรวจดูที่บริเวณ ก้านล้อ ว่าแตกร้าวหรือไม่ 
ตรวจดูในรู PCD หรือ บริเวณที่ยึดน๊อตล้อ ว่ามีรอยร้าวหรือไม่ ?
หากพบปัญหานี้ ให้รีบ นำล้อเข้าทำการตรวจสอบ และ ซ่อมทันที

การยึดล้อแม็กซ์ เข้ากับตัวรถ
การถอด - ใส่ น็อต ยึด ล้อแม็ก กับรถของท่า

การถอดประกอบล้อแม็กซ์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งโดยปกติความแน่น (Tightening) ของการขันน็อต (Nut) หรือสกรู (Bolt) ควรอยู่ในค่าที่กำหนดดูได้จากตารางด้านล่าง  และรูปแบบการถอดใส่ก็ควรเป็นไปตามรูปที่แสดงไว้ ก็จะเป็นการรักษาสภาพล้อและความปลอดภัยของเราด้วยเช่นกัน



  รูปแสดงการลำดับถอด-ใส่ Bolts และ Nuts



ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ตารางแสดงแรงที่ใช้ให้เหมาะกับขนาด การขันน็อต หรือ สกรู นั้นๆ

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

น๊อตล้อ แบบใดที่เราควรใช้

น๊อต และ สกรู (Nuts/Bolt)

ในปัจจุบัน เท่าที่ฟังจากเจ้าของรถ หรือ ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ มักไม่ทราบว่ารถของเราเองนั้น ควรใส่ น๊อตล้อ ประเภทไหนอยู่ ? ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ผู้เขียนคิดว่าลองเสียเวลาศึกษา ข้อมูลต่อไปนี้ ก็จะทำให้เราทราบถึง ความถูกต้อง เหมาะสม ของอุปกรณ์ ที่จะทำให้รถที่เราวิ่งอยู่มีความปลอดภัยมากขึ้น

โดยเฉพาะการซื้อหา ล้อแม็กใหม่ เพื่อที่จะนำมาเปลี่ยนกับล้อเดิม ( ติดรถมา) เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบว่า ล้อใหม่ที่จะนำมาใส่นั้น  บางครั้งตัวน๊อตเดิมก็ไม่สามารถนำกลับมาใช้กับล้อใหม่นั้นได้   ทั้งนี้ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม  มิฉะนั้นจะทำให้ความแข็งแรงในการยึดติดระหว่างล้อกับดุมของรถลดลง ,ซึ่งบางทีอาจก่อให้เกิดอันตราย หรือ เกิดความเสียหายกับ รถยนต์ ของเราได้

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์
ประเภทของ น๊อตล้อ Lug Nuts

1) ชนิด เฉียง (Taper)

ลักษณะของน๊อต (Nuts) หรือ Bolts ถูกออกแบบมากให้มีมุมเฉียงที่ 60 องศา ซึ่งหากล้อถูกเจาะรู PCD มาเป็นลักษณะเฉียง เราก็ต้องใช้น็อตล้อ ให้เป็นแบบเฉียงเช่นเดียวกัน

2) ชนิด กลม (Radius,Ball)

ชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะเป็น Bolts ซึ่ง ถูกออกแบบมาให้จุดนั่ง เป็นลักษณะ เป็นทรงกลม ซึ่งหากล้อถูกเจาะรู PCD มาเป็นลักษณะกลม เราก็ต้องใช้น็อตล้อ ให้เป็นแบบทรงกลมเช่นเดียวกัน

3) ชนิดราบ (Flat)

ชนิดนี้ ทั้งน๊อต (Nuts) หรือ (Bolts) จะถูกออกแบบมาให้จุดนั่ง เป็นลักษณะแบบราบ และอาจมีวงแหวนประกอบติดอยู่ด้วย เช่นเดียวกัน หากล้อถูกเจาะรู PCD มาเป็นลักษณะแบบราบ เราก็ต้องใช้น็อตล้อ ให้เป็นแบนราบ เช่นเดียวกัน

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์



ขอขอบคุณ www.silpakumbandej.com ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลให้ มา ณ ที่นี้ ครับ

เรียบเรียงโดย Asn Broker

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง  Asn Broker Blog , Asn Broker Blogspot , Asn Broker Exteen

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ประกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์